fbpx

การสอนแบบมอนเตสซอรี่คืออะไร? 5 หลักสูตรที่กระตุ้นพัฒนาการเด็ก

การสอนแบบมอนเตสซอรี่คืออะไร? 5 หลักสูตรที่กระตุ้นพัฒนาการเด็ก

Posted by:

what-is-montessori-banner

การสอนแบบมอนเตสซอรี่คืออะไร? 5 หลักสูตรที่กระตุ้นพัฒนาการเด็ก

เด็กทุกคนที่เกิดมาจำเป็นที่จะต้องได้รับความรู้อย่างเหมาะสมและการยอมรับจากสังคม จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวเพื่อให้เกิดทักษะในชีวิต การสอนแบบมอนเตสซอรี่ (Montessori Education) นับเป็นอีกหนึ่งแนวการสอนที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน ทฤษฎีมอนเตสซอรี่มีดีอย่างไร ไปติดตามกัน

การสอนแบบทั่วไปเป็นอย่างไร?

what-is-montessori-1

ด้วยการเรียนการสอนแบบทั่วไปที่เราและหลายคนคุ้นเคย จะเป็นการเน้นให้เด็กๆ นั่งเรียนในห้องเรียนเป็นส่วนใหญ่ โดยเป็นการเรียนแบบสอนและท่องจำ ซึ่งกลายเป็นว่าหากเด็กต้องการจะจดจำเนื้อหานั้นๆ ให้ได้ เด็กต้องขวนขวายหาวิธีจำเอง หากเด็กคนไหนจำได้ สามารถทำข้อสอบได้ถูกต้อง คือการสอบผ่าน

ส่วนเด็กคนไหนที่จำไม่ได้แม่นนัก ก็อาจจะสอบไม่ผ่านได้ และที่สำคัญ การประเมินวัดผลจะเป็นการสอบ โดยนำคะแนนที่ได้มาเปรียบเทีบบตามเกณฑ์วัดออกมาเป็นเกรด

การวัดผลด้วยวิธีการดังกล่าวจะทำให้เกิดการเปรียบเทียบกันไปโดยปริยาย สุดท้ายเด็กที่ได้คะแนนน้อยจะเกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ และท้อถอยต่อการเรียนได้ ทั้งที่จริงแล้วเด็กคนนั้นๆ อาจมีความถนัดในวิชาอื่น เพียงแต่ไม่ได้รับการสนับสนุนศักยภาพและการกระตุ้นพัฒนาการอย่างถูกต้องและเหมาะสม

การสอนแบบมอนเตสซอรี่ คืออะไร? แตกต่างจากการสอนแบบทั่วไปยังไง?

what-is-montessori-2

การสอนแบบมอนเตสซอรี่ (Montessori Education) คือ รูปแบบการสอนที่เป็นการนำความรู้ไปให้เด็ก โดยไม่ใช่ด้วยวิธีการบอกให้อ่านหรือท่องจำ แต่เป็นการปลูกฝังให้เด็กได้เรียนรู้และเติบโตไปตามธรรมชาติที่เขาเป็น ให้เด็กได้เรียนรู้อย่างอิสระ และเลือกกิจกรรมที่เขาสนใจเองได้ ผ่านสิ่งแวดล้อมที่ครูจัดให้อย่างมีเป้าหมาย ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และมือ ไม่เน้นการท่องจำ แต่จะมีครูที่คอยให้คำแนะนำและสาธิตการใช้อุปกรณ์การเรียนในครั้งแรก จนเด็กเกิดความเข้าใจและคุ้นชิน จากนั้นเด็กก็จะเริ่มเรียนรู้ด้วยตัวเอง ส่งผลให้เด็กมีสมาธิมากขึ้น เข้าใจมากขึ้น และสามารถจดจำสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

5 จุดมุ่งหมายของการสอนแบบมอนเตสซอรี่

1. เด็กควรได้รับการยอมรับ

เนื่องจากเด็กแต่ละคนความแตกต่างกัน มีความสามารถ มีความถนัดในแต่ละด้านที่ต่างกัน ดังนั้น เด็กทุกคนควรที่จะได้รับการยอมรับและนับถือในความสามารถที่เด็กถนัด ที่สำคัญ ควรจัดการศึกษาและสภาพแวดล้อมตามความสามารถหรือความต้องการตามธรรมชาติของเด็ก โดยต้องมีการพัฒนาการสอนให้มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านความต้องการของเด็กแต่ละช่วงวัยด้วย

2. เปิดความคิด ในการยอมรับสิ่งใหม่ๆ

ด้วยหลักการมอนเตสซอรี่มีความเชื่อว่า มนุษย์เราเป็นผู้ให้การศึกษาและสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง และเปรียบเทียบจิตของเด็กเป็นเหมือนกับฟองน้ำที่สามารถซึมซับข้อมูลต่างๆ จากสภาพแวดล้อมรอบตัว ดังนั้น การเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้และหาคำตอบด้วยตัวเอง ผ่านการลงมือทำจริงในกิจกรรมต่างๆ จะมีส่วนช่วยให้จิตใจของเด็กสามารถเข้าถึงและซึมซับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมได้

3. ค้นหาตัวเองด้วยการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม

เพราะช่วงเวลาหลักของชีวิตจะอยู่ในช่วงแรกเกิด 1 – 6 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดสำหรับการเรียนรู้ของเด็กในระยะแรก เพื่อการพัฒนาที่ดีทั้งด้านสติปัญญาและจิตใจ เด็กจะมีความสนใจใฝ่รู้ ครูจึงควรใส่ใจและสังเกตว่าเด็กมีความสนใจด้านใดเป็นพิเศษ และควรได้มีอิสระในการเลือกกิจกรรมที่เขาสนใจ

4. การเตรียมสิ่งแวดล้อม ที่เหมาะสมในการเรียนรู้

มอนเตสซอรี่ เชื่อว่าเด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดภายใต้สภาพแวดล้อมที่จัดให้อย่างมีรูปแบบ มีขั้นตอน และมีเป้าหมาย เด็กจะเรียนรู้ได้อย่างมีอิสระจากการควบคุมของผู้ใหญ่ เขาจะได้ทำกิจกรรมต่างๆ ตามข้อสงสัย และความคิดของตนเองบ้าง ที่สำคัญ ด้วยหลักการมอนเตสซอรี่นั้นสนับสนุนให้มีการจัดห้องเรียนแบบเปิด (Open Classroom) เพื่อที่เด็กๆ จะสามารถเลือกกิจกรรมได้อย่างอิสระ

5. กระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง

เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองอย่างมีอิสระ ซึ่งความเป็นอิสระนี้ยังส่งผลให้ได้เรียนรู้เรื่องระเบียบวินัยและการทำงานต่างๆ โดยการเปิดโอกาสให้ตัวเด็กได้เริ่มมองเห็นถึงข้อบกพร่อง ยอมรับข้อผิดพลาด และลองหาทางแก้ไข กระบวนการเหล่านี้จะทำให้เด็กเกิดพัฒนาการทางด้านอารมณ์ การแก้ไขปัญหา และความภาคภูมิใจในตนเองอีกด้วย

หลักสูตรการสอนแบบมอนเตสซอรี่ เน้นการเรียนส่วนใดบ้าง?

what-is-montessori-3

ด้วยพัฒนาการของเด็กวัย 3-6 ปี จะเป็นวัยที่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งเด็กจะเข้าสู่กระบวนการการพัฒนาตัวตนและบุคลิกภาพของตนเอง การใช้หลักสูตรมอนเตสซอรี่เข้ามาช่วย จะส่งผลให้เด็กๆ มีประสบการณ์ เกิดความเข้าใจ และซึมซับความรู้ได้ดี เป็นการช่วยสร้างตัวตนของเด็กอย่างสมบูรณ์ ซึ่งมีหลักในการเรียนการสอน โดยแบ่งออกได้เป็น 5 หัวข้อ ดังนี้

Practical Life - การใช้ชีวิตผ่านสิ่งแดล้อม

what-is-montessori-4

จะเป็นกิจกรรมที่เน้นการดูแลผู้อื่น การดูแลตัวเอง รวมถึงการดูแลสภาพแวดล้อม ผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การล้างจาน การจัดโต๊ะอาหาร เป็นต้น ซึ่งจะมีการสอดแทรกมารยาทในการเข้าสังคมเข้าไปด้วย เหล่านี้จะส่งผลดีต่อเด็กๆ ได้ทั้งในแง่ของพัฒนาการกล้ามเนื้อมือที่ต้องทำงานให้สัมพันธ์กับสายตา รวมถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย ที่สำคัญ ยังเป็นการฝึกสมาธิ ความมุ่งมั่น และการมีระเบียบวินัยให้เด็กอีกด้วย

Sensorial - ประสาทสัมผัสทั้ง 5

what-is-montessori-5

เด็กในวัยนี้จะเรียนรู้ได้ดีจากประสาทสัมผัสมากกว่าการคิดวิเคราะห์ด้วยสมอง อุปกรณ์แต่ละชิ้นถูกคิดค้นขึ้นมาโดยอ้างอิงจากหลักวิทยาศาสตร์ที่แสดงถึงคุณสมบัติ เช่น ขนาด พื้นผิว รูปทรง รวมถึงนำ้หนัก เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้ง่ายยิ่งขึ้น

Language - ภาษาต่างประเทศ

what-is-montessori-6

เด็กที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป เขาจะมีพัฒนาการทางภาษามากขึ้นเรื่อยๆ จากสิ่งต่างๆ รอบตัว เปลี่ยนการเรียนรู้จากประสาทสัมผัสมาเป็นเรียนรู้จากการอ่าน การได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ ประวัติศาสตร์ และดนตรี ก็จะส่งผลให้เด็กรักสิ่งต่างๆ รอบตัวด้วย

Mathematics - คณิตศาสตร์

what-is-montessori-7

คณิตศาสตร์จะเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กเข้าใจหลักการของตัวเลข เริ่มจากอุปกรณ์ที่เด็กสามารถหยิบจับได้จริง สิ่งนี้เองจะทำให้เด็กเรียนรู้จากประสาทสัมผัสจนเกิดความเข้าใจที่เป็นนามธรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดเพื่อเรียนพีชคณิตและเรขาคณิตได้ในอนาคต

Culture วัฒนธรรม

what-is-montessori-8

การเรียนรู้กิจกรรจทางวัฒนธรรมไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สัตววิทยา หรือพฤกษศาสตร์ ผ่านอุปกรณ์ทางการเรียนอย่างลูกโลกหรือจิ๊กซอว์แผนที่ เหล่านี้จะทำให้เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปของแต่ละชนชาติได้

หลักการประเมินวัดผล

การประเมินวัดผลในหลักสูตรมอนเตสซอรี่ จะมีการวัดผลอย่างต่อเนื่องแบบ “Formative Asessment” โดยจะมีการสังเกตและจัดบันทึกพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน ซึ่งในระดับชั้นประถมอาจใช้เครื่องมือวัดผลอื่นๆ เพิ่มเติม ได้แก่ one-on-one-conference ซึ่งครูจะมีหัวข้อในการวัดประเมิน ดังนี้

  • เด็กมักเลือกเล่นของเล่นอย่างไร
  • เด็กรู้จักที่จะพลิกแพลงของเล่นหรือไม่ อย่างไร
  • เด็กได้มีการขอความช่วยเหลือจากใครบ้างหรือไม่
  • เด็กเข้าแทรกแซงการเล่นของเพื่อนไหม
  • ให้เด็กได้อธิบายเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) กับเพื่อนๆ
  • เด็กจะอยู่นิ่งหรือจะมีสมาธิจดจ่อต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานแค่ไหน

ข้อดีของการเรียนแบบมอนเตสซอรี่

การสอนแบบมอนเตสซอรี่ เน้นการสอนให้เด็กเติบโตได้อย่างมีอิสระ และเป็นธรรมชาติ ซึ่งมีข้อดีต่อตัวเด็กเอง ดังนี้

what-is-montessori-9
  • เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน – เนื่องจากการเรียนรู้อย่างอิสระนี้จะเป็นการรวมกันระหว่างเด็กในหลายช่วงวัย เมื่อเด็กหลายๆ คนมาอยู่รวมกัน จะส่งผลให้เด็กแต่ละคนมีการปรับตัวและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
  • เอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน – ด้วยความที่เด็กหลายช่วงวัยมาเรียนรวมกัน เด็กที่โตกว่าจะให้ความช่วยเหลือ ดูแล พร้อมทั้งมีการสาธิตการเรียนรู้ให้กับเด็กที่อ่อนกว่า เกิดเป็นความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน
  • ไม่มีการเปรียบเทียบ – เนื่องจากเด็กมีความสนใจแตกต่างกันไปคนละด้าน เด็กจึงทำงานชิ้นนั้นๆ เสร็จได้ด้วยตัวเองเพราะต่างคนต่างเรียนรู้ จึงทำให้ไม่มีการเปรียบเทียบหรือแข่งขันกับเด็กคนอื่นๆ
  • สนุกกับการเรียน – เด็กบางคนเรียนรู้ได้เร็วกว่า ทำงานเสร็จได้เร็วกว่า ก็จะได้เรียนรู้สิ่งที่ซับซ้อนมากขึ้นไปอีกระดับขั้นด้วยความรวดเร็ว ไม่ต้องรอเพื่อนคนอื่นๆ เด็กจึงไม่เกิดการเบื่อหน่ายต่อการเรียน
  • มีสมาธิมากขึ้น – เมื่อเด็กมีอิสระในการเลือกที่จะเรียนรู้สิ่งที่ตนเองสนใจ เด็กจะมีจิตใจที่จดจ่อ ต่อการทดลอง และการหาคำตอบที่ตนเองอยากรู้ ส่งผลให้เด็กมีสมาธิมากขึ้นไปโดยปริยาย
  • มีบุคลิกภาพที่ดี – เด็กจะกล้าตัดสินใจด้วยตัวเอง มีความคิดพลิกแพลง รู้จักการแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง มีความรับผิดชอบ รู้จักการปรับตัวให้เข้ากับสังคม มีทัศนคติเชิงบวก รวมถึงมีวุฒิภาวะที่เหมาะสมกับช่วงวัย

สรุป การเรียนแบบมอนเตสซอรี่

เด็กจะมีความฉลาดทางสติปัญญาและเติบโตได้ทางจิตใจนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสมและถูกทางจากผู้ปกครอง การสอนแบบมอนเตสซอรี่จึงเน้นไปที่ตัวเด็กเป็นหลัก ให้เด็กได้เลือกเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยตนเองอย่างมีอิสระ ด้วยการเล่นผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เมื่อเด็กมีความสุขกับการเรียนรู้ก็จะทำสิ่งนั้นๆ ออกมาได้ดี โดยในท้ายที่สุดแล้วเด็กจะได้รับการยอมรับและเขาจะเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง มีความสุขกับการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นรากฐานต่อการสร้างพัฒนาการที่ดีในขั้นต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยพัฒนาการของเด็กในวัย 2 ปี ขึ้นไป ทั่วไปแล้วจะมีความอยากเรียนรู้อยู่มาก และเป็นวัยที่ช่างจดช่างจำ การกระตุ้นพัฒนาการ หรือการเสริมความรู้ให้ลูกผ่านการเรียนการสอนที่เป็นอิสระ ปล่อยให้ลูกได้ค้นหาตัวเอง เป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้การสนับสนุน SpeakUp Language Center สถาบันสอนภาษา สำหรับเด็กเล็ก อายุตั้งแต่ 2.5 – 12 ปี พร้อมแล้วที่จะเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ โดยเปิดสอนทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน ผ่านการสอนแบบมอนเตสซอรี่ กับครูผู้มีความเชี่ยวชาญด้านนี้โดย

Homeschool คืออะไร? การสอนแบบใหม่ ที่กำลังได้รับความนิยมในพ่อแม่รุ่นใหม่

Posted by:

homeschool-คือ-อะไร

Homeschool คืออะไร? การสอนแบบใหม่ ที่กำลังได้รับความนิยมในพ่อแม่รุ่นใหม่

การเรียนในรูปแบบ โฮมสคูล หรือ Homeschooling ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง และ มีเเนวโน้มที่จะเป็นทางเลือกในการศึกษาของเด็กในอนาคตมากขึ้น ซึ่งปัจจัยหลักของการเรียนแบบโอมสคูลของคุณพ่อคุณแม่ก็คือ การได้ส่งเสริม และ ค้นหาศักยภาพของลูกในช่วงวัยเด็กได้อย่างเต็มทีที่สุด 

โฮมสคูลคือการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นที่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งการเรียนการสอนถูกออกแบบโดยผู้ปกครอง ตามรูปแบบของแต่ละครอบครัว สาเหตุที่คุณพ่อคุณแม่บางคนเลือกที่จะทำโฮมสคูล และไม่ส่งลูกไปโรงเรียนเอกชน หรือ โรงเรียนรัฐนั้นเพราะมีความคิดเห็นว่าการเรียนแบบดั้งเดิมที่โรงเรียน เป็นโครงสร้างของการศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์ต่อผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

โฮมสคูลเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน เราจะมาทำความเข้าใจข้อดี และ ข้อเสียของการเรียนแบบโฮมสคูล รวมถึงขั้นตอนวิธีการเข้าระบบการเรียนโฮมสคูลต้องทำอย่างไรบ้าง

4 ข้อดี-ข้อเสีย ของการเรียนแบบ Homeschool ในยุคปัจจุบัน

4 ข้อดีของการเรียนแบบโฮมสคูล สำหรับพ่อแม่รุ่นใหม่

  1. ความยืดหยุ่นในการจัดตารางสอนฮมสคูลมีหลากหลายข้อที่น่าสนใจ สิ่งแรกที่น่าดึงดูดคือ Flexibility ความยืดหยุ่นในเนื้อหาการเรียน ซึ่งการเรียนแบบในโรงเรียน จะถูกจัดตารางสอนแต่ละวิชาไว้แล้วโดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตามความสามารถของนักเรียนแต่ละคนได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกเก่ง คณิต แล้วสามารถทำโจทย์ได้เสร็จก่อนเวลาเรียน 1 ชม ลูกจะไม่สามารถเปลี่ยนไปเรียนวิชาอื่นๆที่สนใจต่อได้ที่โรงเรียน แตกต่างจากการเรียน แบบโฮมสคูล ซึ่งสามารถลดเวลาบางวิชา และ เพิ่มเวลาอีกวิชาได้ตามศักยภาพ และ พัฒนาการของเด็ก
  2. การค้นหาพรสวรรค์ เด็กๆทุกคนมีความสามารถและพรสวรรค์ที่แตกต่างกัน การที่เด็กสามารถค้นหาความถนัดและความชอบได้งั้น ต้องผ่านการลองทำกิจกรรมหลายๆด้านทั้ง indoor และ outdoor ไม่ว่าจะเป็น ศิลปะ ดนตรี ภาษา กีฬา เป็นต้น ซึ่งการเรียนแบบโฮมสคูลได้เปิดโอกาสให้คุณพ่อคุณแม่สามารถค้นหา พรสวรรค์ของลูกได้ว่า ชอบ หรือ เก่งด้านไหนเป็นพิเศษจากการลองเรียนวิชาใหม่ๆ หรือ ออกไปทำกิจกรรมนอกสถานที่ได้อย่างอิสระตามช่วงวัย
  3. การลงมือปฏิบัติ  การเรียนที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงนั้น เป็นการเรียนได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งตรงข้ามกับการเรียนแบบโรงเรียนที่เน้น การเรียนแบบทฤษฎีจากหนังสือเป็นหลักใหญ่ เกิดจากจำนวนเด็กในห้องเรียนที่มีมากถึง 20-30 คนต่อห้อง ทำให้การเรียนถูกออกแบบมาให้นักเรียนนั่งอยู่ประจำที่เพื่อความเป็นระเบียบเเละควบคุมง่าย ตัวอย่างเช่น วิชาวิทยาศาสตร์ ‘เรื่องการเติบโตของผีเสื้อ’ เด็กโฮมสคูลจะสามารถนั่งรถออกไปสวนสาธารณะใกล้บ้านเพื่อสังเกตผีเสื้อจริงที่อยู่ตามดอกไม้ หรือ สิ่งมีชีวิตอื่นๆรอบตัว มากไปกว่านั้นในระหว่างทางเด็กๆยังได้ออกมาขยับร่างกายเดิน หรือ วิ่งทำให้สมองตื่นตัวพร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่
  4. การออกเเบบแผนการสอนได้เอง การที่คุณพ่อคุณแม่ได้ออกแบบการสอนอย่างอสิระนั้น สามารถสอดแทรกวิชา หรือ ทักษะหลายๆอย่างที่โรงเรียนไม่มีสอนในหลักสูตร แต่ครอบครัวเล็งเห็นถึงความสำหรับ และ ประโยชน์ในอนาคตที่ลูกควรได้รับตั้งแต่วัยเด็ก ตัวอย่างเช่น
  • การเงิน (Finance) การสอนเด็กเกี่ยวกับ “เงิน” อาจฟังอยู่ยากเกินไปสำหรับเด็ก แต่แท้จริงแล้วการสอนสามารถปรับเปลี่ยนมาในรูปแบบของเกม Monopoly หรือ เกมเศรษฐี ซึ่งสามารถเริ่มจากการเรียนแบบง่ายๆ เช่นการชื้อ ขาย ยิม คืน เป็นต้น ทำให้เด็กๆเพลิดเพลินและเรียนรู้อย่างไม่รู้สึกกดดัน
homeschool-คือ-อะไร-1
  • กีฬายุคใหม่ (Sports) ในปัจจุบันมีกีฬารูปแบบใหม่ๆที่นิยมในประเทศไทยเกิดขึ้นมากมาย เช่น Skateboard, Surf skate, E-scooter (จักรยานไฟฟ้าล้อเดียว) เป็นต้น ซึ่งทำให้เด็กๆโฮมสคูลได้มีโอกาสลองทำกิจกรรมกีฬาใหม่ๆที่หลากหลาย เพื่อค้นหาสิ่งที่ชอบ และ ชำนาญ มากยิ่งขึ้น
homeschool-คือ-อะไร-2
  • ภาษาต่างประเทศ (Language art) ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคนี้การได้หลายภาษานั้นได้เปรียบกว่า และ มีความโดดเด่นมากกว่าคนอื่น การเรียนภาษาที่ 2 หรือ 3 ก็สามารถเริ่มเรียนได้ตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งยังส่งผลดีในการช่วยด้านพัฒนาการและการเจริญเติบโตของสมอง การเรียนแบบโฮมสคูลสามารถจัดสรรตารางเวลาเรียนเสริมภาษาได้อย่างต่อเนื่อง เพราะการเรียนภาษานั้นต้องถูกฝึกฝน และ ฝึกใช้งานอยู่เป็นประจำ จึงจะสามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน
homeschool-คือ-อะไร-3
  • ประวัติศาสตร์ และ วัฒนธรรม (History / Culture) การเรียนประวัติศาสตร์ และ วัฒนธรรม ในรูปแบบโฮมสคูล สามารถทำให้เด็กๆได้เจอประสบการณ์ที่ดี และ น่าตื่นเต้น โดยการพาไปพิพิธภัณฑ์ต่างๆ คุณพ่อคุณแม่สามารถทำการสอนแบบ Project-Base Learning โดยให้ลูกเก็บภาพ เก็บข้อมลูจากสิ่งที่ได้พบเจอ และ นำมาทำเป็นสรุปการเรียนรู้ในสมุดหรือบอร์ดตามจินตนาการ
homeschool-คือ-อะไร-4

4 ข้อเสีย ของการเรียนแบบ Homeschool สำหรับพ่อแม่รุ่นใหม่

  1. ค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าปกติ การเรียนที่ครอบครัวต้องจัดหาสื่อการสอนเองทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น กระดาน สื่อการสอน หนังสือ อุปกรณ์งานศิลปะต่างๆ รวมถึงกิจกรรมนอกสถานที่ นั้นมีราคาค่อยข้างสูง และ ไม่สามารถหมุดเวียนการใช้งานเหมือนที่โรงเรียนได้ ทำให้พ่อแม่ต้องค่อยจัดหาซื้ออุปกรณ์ใหม่ๆเข้ามาประกอบการสอนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดึงดูดตามสนใจในการนำเสนอการสอนเรื่องใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าปกติ
  2. การทุ่มเทเวลา การเรียนแบบโฮมสคูลต้องมี คุณพ่อ หรือ คุณแม่ คนใดคนหนึ่งทุ่มเทเวลาทั้งหมด หรือ สามารถดูแลได้ Full time ซึ่งไม่สามารถทำงานประจำได้ ทำให้การหารายรับของครอบครัวจะถูกตัดไปเช่นกัน หากผู้ปกครองไม่มีเวลาเพื่อจัดสรรเวลาเรียนรู้ให้เป็นระบบเป็นกิจวัตรประจำวันได้ อาจส่งผลเสียด้านความต่อเนื่อง และ ระเบียบวินัยของลูกในใช้ชีวิตประจำวัน
  3. ขาดการเข้าสังคม แน่นอนว่าการเรียนที่โรงเรียนเด็กจะสามารถพบปะผู้คนในหนึ่งวันได้หลากหลายมากกว่า ซึ่งทำให้เด็กไม่กลัวคนหน้าใหม่ มีความกล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็น และ ปรับตัวในสภาพแวดล้อมใหม่ได้ง่ายกว่า
  4. ขาดความมั่นใจ การเรียนแบบโฮมสคูลลูกจะรู้สึกไม่มั่นใจในการทำสิ่งต่างๆได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้อยู่ด้วย ลูกจะรู้สึกไม่กล้า หรือ ลองทำสิ่งนั้นด้วยตัวเองถ้าไม่ได้ถูกฝึกการเข้าสังคม ออกไปทำกิจกรรมสาธาณะ กิจกรรมอาสา อย่างสม่ำเสมอ

Homeschool ในประเทศไทย เริ่มต้นอย่างไร? ต้องยื่นเอกสารอะไรบ้าง?

เมื่อครอบครัวตัดสินใจที่จะเลือกการเรียนแบบโฮมสคูล สิ่งแรกที่ต้องทำคือการศึกษาหาข้อมูลวิธีการสมัครเข้าระบบการศึกษาแบบโฮมสคูล ผู้ปกครองไม่ควรทำโฮมสคูลแบบไม่เข้าระบบเพราะคิดว่าลูกยังเด็กและยังอยู่แค่ระดับชั้นอนุบาล ขั้นตอนการสมัครโฮมสคูลไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด ในทางกลับกันการเข้าระบบนั้นมีผลดีสำหรับใช้เทียบวุฒิการศึกษาต่อในอนาคตได้

 วิธีการเริ่มต้นหาก คุณพ่อคุณแม่ ต้องการเรียนในรูปแบบโฮมสคูลนั้น ต้องเริ่มจากการแจ้งเขตให้ทราบก่อนนั้นเอง การเรียนแบบโฮมสคูลที่มีการรองรับจากกระทรวงศึกษาสามารถเริ่มได้ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ถึง ระดับมัธยม โดยต้องไปยื่นคำขออนุญาตจัดการสอนแบบโฮมสคูล ที่สำนักงานเขตตามทะเบียนบ้านของครอบครัว  คู่มือการสมัคร และ ใบยื่นคำขออนุญาต ตามนี้ 

ดาวน์โหลดเอกสาร โฮมสคูล

homeschool-คือ-อะไร-5

หลังจากที่ได้ยื่นแบบฟอร์มขออนุญาต ทางครอบครัวต้องจัดทำแผนการสอนในแต่ละวันออกมา แบ่งการสอนเเต่ละวิชาตามช่วงเวลา และ แผนการประเมินผลการเรียนของลูกให้ตรงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

homeschool-คือ-อะไร-6

Homeschool มีรูปแบบหลักการใดบ้าง? 4 รูปแบบหลักของ Homeschool ในประเทศไทย

การเรียนแบบโฮมสคูลสามารถจัดสรรออกมาได้ 4 รูปแบบหลักๆ ซึ่งแต่ละรู้แบบการเรียนมีข้อดี-เสียที่แตกต่างกันออกไป

1. โฮมสคูลแบบที่คุณพ่อคุณแม่ออกแบบการเรียนเอง โดยจัดการสอนให้ตรงกับความสนใจของลูกโดยเฉพาะ ซึ่งมีความยืดหยุนสูง สามารถปรับตารางสอนตามความเหมาะสม แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องทุ่มเทเวลา และ จัดหาอุปกรณ์ทั้งหมดด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

homeschool-คือ-อะไร-7

2. โฮมสคูลแบบกลุ่มที่คุณพ่อคุณแม่หลายๆครอบครัวช่วยกันออกแบบการสอน เป็นการรวมกลุ่มของเด็กๆที่เรียนในรูปแบบโฮมสคูลเหมือนกัน กลุ่มละ 5-6 คน ซึ่งการสอนจะถูกแบ่งความรับผิดชอบให้คุณพ่อคุณแม่ของแต่ละครอบครัว เลือกวิชาที่จะสอนตามความถนัดของผู้ปกครองแต่ละคน การเรียนแบบกลุ่มสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย และ ลดเวลาการจัดเตรียมการสอนของผู้ปกครอง แต่อาจมีความวุ่นวายในการสื่อสาร และ รวมตัวของแต่ละบ้านให้สามารถเรียนได้พร้อมๆกัน

homeschool-คือ-อะไร-8

3.โฮมสคูลแบบที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกไปเรียน ตามสถาบัน หรือ ศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งมีนักเรียนจำนวนไม่มากต่อห้องเรียน เพื่อเสริมสร้างวิชาที่คุณพ่อคุณแม่อาจจะไม่ถนัด และ เป็นการฝึกการเข้าสังคมของลูก อาทิเช่น สถาบันสอนภาษาต่างประเทศ, ศูนย์สอนศิลปะ , สอนร้องเพลง หรือ การแสดง เป็นต้น ซึ่งตารางเวลาเรียนอาจจะถูกกำหนดจากทางสถาบันและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

homeschool-คือ-อะไร-9

4.โฮมสคูลแบบที่คุณพ่อคุณแม่จัดหาคลาสเรียนออนไลน์ที่เป็นหลักสูตรในไทย หรือ หลักสูตรต่างประเทศ โดยปกติเป็นการเรียนที่เหมาะสมกับเด็กมัธยมต้นขึ้นไป ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และ รับผิดชอบต่อการทำการบ้าน หรือ แบบฝึกหัดได้ บางหลักสูตรสามารถนำไปเทียบวุฒิเพื่อเรียนต่อในไทย หรือ ต่างประเทศได้ อาทิเช่น การเรียน GED ซึ่งเทียบเท่ากับการเรียนระดับชั้นมัธยม

homeschool-คือ-อะไร-10

ไอเดียการจัดตารางเรียน หลักสูตร ในรูปแบบ Homeschool ระดับอนุบาล

การจัดตารางเวลาเรียนโฮมสคูลของเด็กเล็กหรือเด็กอนุบาลนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องคำนึงถึง กิจวัตรประจำวันของลูก พัฒนาการ และ ศักยภาพทางด้างร่างกาย จิตใจ รวมทั้งความสนใจของลูกเป็นหลัก ไม่ควรที่จะกดดัน เร่งรัดมากเกินไป หรือ เปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นๆ

ไอเดียการจัดตารางสอนนั้นเป็นแนวทางช่วย คุณพ่อคุณแม่ เริ่มต้นการทดลองแบ่งเวลาเรียนแต่ละวิชา โดยใช้วิธีที่เรียกว่า Block Schedule การแบ่งการสอนเเต่ละวิชาตามช่วงเวลาของแต่ละวัน โดยปกติเด็กอนุบาลจะไม่สามารถทำกิจกรรมหนึ่งกิจกรรมได้นาน ตามสมาธิในช่วงวัย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามาถปรับเพิ่มหรือลดเวลากิจกรรมตามศักยภาพ และ ช่วงอายุได้ตามความเหมาะสม ผู้ปกครองสามารถดาวห์โหลด ตาราง Block Schedule เปล่า เพื่อใช้ในการแบ่งเวลาเรียนได้  (แนบลิ้งค์  pdf )

homeschool-คือ-อะไร-11

แนะนำหนังสือเรียนภาษาอังกฤษ สำหรับเด็กโฮมสคูล ระดับชั้นอนุบาล

หนังสือต่างประเทศที่อยากแนะนำสำหรับวิชาภาษาอังกฤษ ในวัยอนุบาลและประถมที่เหมาะสมและน่าสนใจคือ Jolly Phonics ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานการออกเสียงตัวอักษรภาษาอังกฤษทั้งหมด 42 เสียงแบ่งออกมาในรูปแบบหนังสือ ทั้งหมด 7 เล่ม

homeschool-คือ-อะไร-12

หนังสือต่างประเทศที่อยากแนะนำสำหรับวิชาภาษาอังกฤษ ในวัยอนุบาลและประถมที่เหมาะสมและน่าสนใจคือ Jolly Phonics ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานการออกเสียงตัวอักษรภาษาอังกฤษทั้งหมด 42 เสียงแบ่งออกมาในรูปแบบหนังสือ ทั้งหมด 7 เล่ม

Finger Phonics เล่มที่ 1 ประกอบด้วย 6 ตัวอักษร 6 เสียงเริ่มต้น s a t i p n ซึ่งตัวอักษรเหล่านี้สามารถผสมคำง่ายๆ เช่น  s a t / p i n / n a p เป็นต้น ในหนังสือจะมีนิทานประกอบแต่ละตัวอักษร และ จุดสัมผัสรอยปะที่เด็กๆ สามารถใช้นิ้วลากตามรอยเพื่อฝึกเขียนตัวอักษร  ทำให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงเด็กเล็กได้ดี สอนวิธีการเขียนตัวอักษรจากบนลงล้าง จากซ้ายไปขวา ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาการเขียนกลับหัวของเด็กๆหลายคนได้เป็นอย่างดี

นอกจากหนังสือเรียน และ แบบฝึกหัดแล้วยังมีสื่ออุปกรณ์ที่ คุณพ่อคุณแม่ สามารถใช้ประกอบการสอนในรูปแบบโฮมสคูลได้เพิ่มเติม เช่น การ์ดตัวอักษร การ์ดคำศัพท์ ตุ๊กตาตามตัวละครในหนังสือ โปสเตอร์ และ เพลงประกอบการออกเสียงแต่ละตัวอักษร 

สรุปตัวอักษรทั้ง 7 เล่ม รวม 42 เสียง ได้ดังนี้

homeschool-คือ-อะไร-13

Homeschool ควบคู่กับการเรียนแบบ Montessori เพื่อค้นหาพรสวรรค์ของลูก

การทำโฮมสคูลเป็นการวางแผนระยะยาวสำหรับการศึกษาของลูก ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องคำนึงถึงหลักการสอนที่เข้าถึงง่าย และ เห็นผลได้ชัดเจน ในวัยเด็กการสอนแบบที่ให้ลูกมีส่วนได้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ตัดสินใจ และ ลงมือทำด้วยตัวเอง หรือ การเรียนแบบมอนเตสเซอรี่ (Montessori) มีส่วนช่วยลูกค้นหาความชอบ หรือ พรสวรรค์ โดยคุณพ่อคุณแม่ สามารถจัดสภาพแวดล้อมการสอน ให้เด็กๆได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ซึ่งไม่เน้นการเรียนแบบท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการเล่น โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยให้คำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ

homeschool-คือ-อะไร-14

ในปัจจุบัน มีสถาบัน และ ศูนย์การเรียนรู้มากมายที่นำการสอนแบบมอนเตสเซอรี่ มาประยุกต์ใช้ ให้คุณพ่อคุณแม่ได้เป็นทางเลือกในการช่วยสอนมากขึ้น อาทิ เช่น การสอนภาษาอังกฤษ ภาษาจีน แบบมอนเตสเซอรี่ เป็นต้น ซึ่งผู้ปกครองควรเลือกสถาบัน หรือ ศูนย์การเรียนรู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการสอนเด็กเล็กและ จัดกลุ่มให้เหมาะสมกับช่วงวัยของเด็ก

homeschool-คือ-อะไร-15

หากการเรียน Homeschool ไม่ตอบโจทย์สำหรับครอบครัว วิธีกลับมาเรียนโรงเรียนแบบปกติทำอย่างไร

คุณพ่อคุณแม่สามารถเลิกทำโฮมสคูลได้ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ผู้ปกครองไม่ต้องกังวล และรู้สึกเสียดายเวลาทำโฮมสคูลที่ผ่านมา เพราะครอบครัวได้มีประสบการณ์ในช่วงเวลาดีๆด้วยกัน ครอบครัวได้ทำกิจกรรม และ เรียนรู้ ลูกได้ค้นหาตัวเอง ผู้ปกครองได้ประสบการณ์ความคิดใหม่ๆ ไปด้วยกัน ซึ่งวิธีการเลิกโฮมสคูลก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ไม่ต่างกับวิธีการสมัครเข้าระบบโฮมสคูล

homeschool-คือ-อะไร-16

เพียงเเค่ไปยื่นใบลาออกจากการเรียนโฮมสคูลที่เขตตามทะเบียนบ้าน โดยการนำแผนการเรียนรู้  และ ใบประเมินผลพัฒนาการของลูก เพื่อแสดงการยื่นยันร่องรอยการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น

ยื่นที่โรงเรียนเอกชน หรือ โรงเรียนรัฐบาล เพื่อเปรียบวุฒิการศึกษาต่อในโรงเรียน และ ทางโรงเรียนจะมีสัมภาษณ์ผู้ปกครอง และ นักเรียนเพื่อให้แน่ใจว่า นักเรียนมีพื้นฐานที่เพียงพอสำหรับการกลับเข้าสู้ระบบในระดับชั้นที่เหมาะสม แน่นอนว่านอกจากเรื่องการเตรียมเอกสารแล้ว ลูกต้องเปลี่ยนกิจวัตรประจำวัน และปรับตัวอีกครั้งเพื่อเข้าสังคมและเข้าระบบการเรียนที่โรงเรียน

บทสรุป การเรียนรูปแบบ Homeschool

ทั้งนี้การศึกษาในรูปแบบโรงเรียนปกติ และ แบบโฮมสคูลต่างมีข้อดี และ ข้อเสียที่แตกต่างกัน ผู้ปกครองต้องศึกษาหาข้อมูล และ สังเกตลูกว่าเหมาะกับการเรียนรู้ในรูปแบบไหน ในกรณีที่เลือกรูปแบบโฮมสคูล ผู้ปกครองควรเลือกจดเทียบเข้าระบบ และ วางแผนการสอนให้ถูกต้องเหมาะสมกับช่วงวัย

ในการเลือกรูปแบบการสอนสำหรับโฮมสคูลนั้นก็สำคัญเช่นกัน ควรเลือกหาสถาบัน หรือ ศูนย์การเรียนรู้ที่มีความเชี่ยวชาญ และ มีแนวการสอนที่ส่งเสริมการค้นหาตัวตนของเด็กๆ ซึ่ง SpeakUp Language Center เป็นหนึ่งในสถาบันที่ตอบโจทย์ สถาบันเราให้บริการ การสอนภาษาอังกฤษ สำหรับเด็ก และการสอนภาษาจีนสำหรับเด็ก สำหรับการเรียนควบคู่กับการทำโฮมสคูล โดยประยุกค์การสอนแบบมอนเตสเซอรี่ (Montessori) กับการเรียนภาษาอังกฤษ และ ภาษาจีน ซึ่งได้ออกแบบสภาพแวดล้อมการสอน ให้เด็กๆได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยไม่เน้นการเรียนแบบท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการเล่น พร้อมได้ฝึกทักษะการสนทนาไปพร้อมๆกัน

5 เคล็ดลับ ให้ลูกพูดได้สองภาษา

Posted by:

5-tricks-to-learn-1

5 เคล็ดลับ ให้ลูกพูดได้สองภาษา ติดตัวไปจนโต และคล่องแคล่ว

เด็กสองภาษาเป็นสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกเป็น เพราะเห็นถึงประโยชน์ในอนาคตของการได้มากกว่า 1 ภาษา อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองก็ยังเป็นกังวลและมีคำถามขึ้นมามากมาย “ไม่มั่นใจว่าลูกจะฟังเข้าใจไหม” “จะเร็วเกินไปหรือป่าวที่จะเพิ่มภาษาที่สอง” “ลูกจะสับสนไหม”

เราจะมาพูดถึง 5 เคล็ดลับให้ลูกได้สองภาษา โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษ และ แม้ว่าลูกจะไม่ได้เรียนโรงเรียนอินเตอร์ที่มีราคาแพงๆ แต่ยังสามารถเลี้ยงลูกให้กลายเป็นเด็กสองภาษาได้

5-tricks-to-learn-2

Speak and study with them: การพูดคุยและเรียนรู้ไปด้วยกัน

การพูดคุยและเรียนรู้ภาษาที่สองไปพร้อมๆกับลูก ทำให้เด็กไม่รู้สึกกดดัน ซึ่งวิธีที่ทำได้ง่ายๆก็คือ การอ่านนิทานง่ายๆเป็นภาษาอังกฤษให้ลูกฟังตั้งแต่ยังเล็ก ลูกอาจจะมีเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่วิธีนี้เป็นการกระตุ้นการได้ยินและรับข้อมลูของเด็ก โดยการปลูกฝังให้เด็กคุ้นเคยกับภาษาที่สอง เสมือนว่าเป็นภาษาแม่ของตนเอง ในบางครั้งผู้ปกครองอาจจะทำเป็นเหมือนไม่เข้า โดยบอกให้ลูกอธิบายให้ฟังหน่อยเป็นภาษาอังกฤษ ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยกระตุ่นความกล้าแสดงออก และ เสริมสร้างภาวะการเป็นผู้นำ รวมถึงการได้ฝึกโต้ตอบสนทนาบางอย่างธรรมชาติ

5-tricks-to-learn-3

Find entertainment in that language: การหาความบันเทิงในภาษาที่สอง

ในแต่ละวันทุกครอบครัวจะมีช่วงเวลาพักผ่อน หรือ ผ่อนคล้ายที่แตกต่างกัน ซึ่งการเรียนรู้ภาษาที่สองนั้นไม่จำเป็นต้องทำผ่านการเปิดหนังสือเรียน แต่สามารถมาในรูปแบบความบันเทิงที่สอดแทรกภาษาที่เด็กๆได้ซึมซับโดยไม่รู้ตัว เช่นการดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมเป็นภาษาอังกฤษ อาจจะฟังดูยาก “ไม่มั่นใจว่าลูกจะฟังเข้าใจไหม” แต่แท้จริงแล้วการเรียนภาษาในสภาพแวดล้อมที่เหมือนไม่ได้เรียน สนุก และ ผ่อนคลาย ทำให้เด็กๆจำจดได้ดีที่สุด มากไปกว่านั้นความบันเทิงในรูปแบบภาษาที่สองยังช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีให้กับครองครัวได้เรียนรู้ไปด้วยกัน

5-tricks-to-learn-4

Have them join language course: เข้าคอร์สเรียนภาษา

การเข้าคอร์สภาษาอังกฤษเสริมของผู้ปกครองและเด็กเป็นอีกวิธีช่วยให้เรียนภาษาที่สองได้เร็วขึ้น คำถามที่พบบ่อยๆจากผู้ปกครอง “จะเร็วเกินไปหรือป่าวที่จะเพิ่มภาษาที่สอง” คำตอบคือ ยิ่งเรียนภาษาที่สองเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี มากไปกว่านั้น เด็กๆควรรับการเรียนภาษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ปกครองสามารถเลือกสถาบัน และ คอร์สเรียนที่เหมาะสมตามปัจจัยดังนี้: 

  1. จำนวนนักเรียนไม่มากเกินไปต่อห้อง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 3-6 คน
  2. แบ่งกลุ่มนักเรียนในช่วงอายุเดียวกัน 3-5 ขวบ / 6-8 ขวบ / 9-12 ขวบ
  3. กิจกรรมการสอนหลากหลาย / ไม่เน้นการเรียนแบบท่องจำ

คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกมีส่วนรวมในการตัดสินใจกับคอร์สเรียน โดยการถามความคิดเห็นหลังได้ทดลองเรียน มากไปกว่านั้นผู้ปกครองก็สามารถหาคอร์สเรียนเสริมเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษให้ลูกได้เช่นเดียวกัน

5-tricks-to-learn-5

Find similar interests in your community: ค้นหากลุ่มคนที่มีความสนใจในภาษาที่สองเหมือนกัน

การเรียนรู้ที่ไม่มีขีดจำกัดส่วนใหญ่ เกิดขึ้นภายนอกห้องเรียน (outdoor) การเรียนภาษาที่สองก็เช่นเดียวกัน การที่เด็กๆได้มีสังคมที่มีความสนใจภาษาที่สองเหมือนๆกัน ได้พูดคุยกัน ขี่จักรยานด้วยกัน ได้เล่นด้วยกัน แล้วสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษในระหว่างทำกิจกรรมนั้นเป็นการฝึกทักษะการฟัง และ พูดได้ดีเยี่ยม ดังนั้นปัจจัยที่คุณพ่อคุณแม่บางท่านเป็นกังวลว่า “ลูกจะสับสนไหม” ก็จะถูกตอบได้อย่ามั่นใจว่า ลูกไม่ได้รู้สึกสับสน หรือ ตรึงเครียดในการซึบซัมภาษาที่สอง และ ยังสามารถสื่อสารกับเพื่อนที่เล่นด้วยกันเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างอสิระ ในขณะที่หันไปสื่อสารกับ คุณน้าข้างบ้านเป็นภาษาไทย เพราะสมองของเด็กสามารถแบบ 2 ช่องภาษาอัตโนมัติ ยิ่งทำให้สมองมีการทำงานอย่างตื่นตัว และ ประมวลผลได้ดีกว่าเด็กที่ได้ 1 ภาษา

5-tricks-to-learn-6

Use apps and online tools: ใช้แอพพลิเคชั่นและเครื่องมืออนไลน์

ในยุคปัจจุบันเลียกเลี่ยงไม่ได้ที่จะห้ามลูกเล่นแทบเล็ต ซึ่งผู้ปกครองสามารถใช้แอพพลิเคชั่น หรือ เครื่องมือออนไลน์ค้นหาแอพพลิเคชั่นที่เสริมสร้างทักษะภาษาที่สอง โดยเฉพาะ แอพที่ฝึกการอ่าน และ การเขียน โดยการเรียนรู้ในรู้แบบนี้ต้องกำหนดกติกาและจำกัดเวลาในการใช้แอพพลิเคชั่นตามความเหมาะสมของแต่ละครอบครัว

บทสรุป 5 เคล็ดลับ ให้ลูกพูดได้สองภาษา ติดตัวไปจนโต และคล่องแคล่ว

  • การพูดคุยและเรียนรู้ไปด้วยกัน 

ทำได้ง่ายที่สุด สามารถเกิดขึ้นได้ภายในครอบครัวผ่านการอ่านนิทาน หรือ ทำกิจกรรมร่วมกัน

  • การหาความบันเทิงในภาษาที่สอง 

การสร้างสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของครอบครัว ทั้งสนุกและได้ความรู้ ผ่านความบันเทิง เช่น ดูหนัง ฟังเพลง 

  • เข้าคอร์สเรียนภาษา

ผู้ปกครองเลือกคอร์สเรียน และ สถาบันที่มีความเชี่ยวชาญในการสอนภาษาเด็ก ซึ่ง 

SpeakUp Language Center ตอบโจทย์ และ มีสาขาให้เลือกมากมาย

  • ค้นหากลุ่มคนที่มีความสนใจในภาษาที่สองเหมือนกัน

การที่เด็กๆมีเพื่อนเล่น หรือ พูดคุยรุ่นเดียวกัน โดยมีความสนใจภาษาที่สองเหมือนกัน สามารถฝึกทักษะการฟัง และ พูดได้ดีเยี่ยม

  • ใช้แอพพลิเคชั่นและเครื่องมืออนไลน์

แอพพลิเคชั่น เป็นอีกเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริม ทักษะภาษาที่สอง โดยเฉพาะ การอ่าน และ การเขียน โดยจะเกิดประโยชน์ที่สูงสุดหากอยู่ในการควบคู่ของผู้ปกครอง