Table of Contents

where-to-learn-english-for-kids

เรียนภาษาอังกฤษเด็กที่ไหนดี? ปี 2026: เปรียบเทียบจุดเด่น-จุดด้อย

Table of Contents

ในปี 2026 ที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทสูงมาก ทักษะภาษาอังกฤษที่ “จำเป็น” สำหรับเด็กยุคใหม่ ไม่ใช่แค่การทำข้อสอบได้คะแนนเต็มอีกต่อไป แต่คือ ความกล้าแสดงออก และ การสื่อสารที่เข้าใจความรู้สึก

วิเคราะห์ 9 สถาบันสอนภาษาชั้นนำในไทย แบบเจาะลึก โดยเน้นความเป็นกลาง ชี้ให้เห็นว่าแต่ละที่มี “ของดี” อะไร และเหมาะกับเด็กสไตล์ไหน เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก

วิเคราะห์โจทย์ความต้องการของแต่ละบ้าน

ไม่มีสถาบันไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน มีแต่สถาบันที่ “เหมาะกับเป้าหมาย” ของครอบครัวนั้นๆ มากที่สุด โดยแบ่งกลุ่มความต้องการของผู้ปกครองในปี 2026 ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก:

  1. กลุ่มเน้นผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ (Academic Driven): ต้องการเกรดสวย สอบติดโรงเรียนดัง เน้นไวยากรณ์แม่นยำ
  2. กลุ่มเน้นทักษะระดับสากล (Global Standard): ต้องการบรรยากาศอินเตอร์ ครูเจ้าของภาษา 100% และ งบประมาณไม่ใช่ปัจจัยหลัก
  3. กลุ่มเน้นความมั่นใจและการใช้งานจริง (Confidence & Usage): ต้องการให้ลูก “กล้าพูด กล้าเล่น” (Play & Proud) เรียนสนุก มีทัศนคติที่ดีต่อภาษาอังกฤษ สื่อสารได้ธรรมชาติ และ เดินทางสะดวก

โดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ:

ตารางเปรียบเทียบ 9 สถาบัน – โดยวัดจาก 3 ปัจจัยหลักที่ผู้ปกครองปี 2026 ให้ความสำคัญ

สถาบันจุดเด่นหลักคะแนนความกล้าแสดงออกความสะดวก/ทำเลระดับงบประมาณเหมาะที่สุดสำหรับ
🏆 1. SpeakUp Language Centerเน้นความมั่นใจ & “กล้าพูด กล้าเล่น” (Play & Proud)⭐⭐⭐⭐⭐
(ดีเยี่ยม-กลุ่มเล็ก 3-6 คนต่อห้อง)
ชุมชน/ใกล้บ้าน
(เลี่ยงรถติด)
💰💰
(คุ้มค่า)
เด็กที่ขี้อาย ต้องการความกล้าพูด
2. British Councilมาตรฐานอินเตอร์⭐⭐⭐⭐⭐
(ดีเยี่ยม)
ห้างฯ ใจกลางเมือง💰💰💰💰
(สูงมาก)
ต้องการมาตรฐานสากลสูงสุด
3. Helen Doronเรียนผ่านการเล่น⭐⭐⭐⭐
(เน้นฟัง/เพลง)
ห้างฯ & ศูนย์การค้า💰💰💰💰
(สูง)
เด็กเล็กเน้นพัฒนาการ
4. Inlinguaสนทนาทั่วไป⭐⭐⭐⭐
(ดี)
ห้างสรรพสินค้า💰💰💰
(ค่อนข้างสูง)
เน้นสนทนา (เด็กโต/ผู้ใหญ่)
5. Kumonวินัย & การอ่านเขียน
(น้อย-เน้นเงียบ)
ชุมชน/ใกล้บ้าน💰💰
(ปานกลาง)
ฝึกสมาธิ & พื้นฐานไวยากรณ์
6. Enconceptติวสอบ & เทคนิค⭐⭐
(เน้นรับสาร)
ห้างฯ & ออนไลน์💰💰💰
(ตามคอร์ส)
ติวเข้มเพื่อสอบแข่งขัน
7. I Can ReadPhonics & การอ่าน⭐⭐⭐
(เน้นออกเสียงคำ)
ห้างฯ & Com-Mall💰💰💰
(ค่อนข้างสูง)
แก้ปัญหาอ่านไม่ออก/สะกดผิด
8. AUAภาษาอังกฤษทั่วไป⭐⭐⭐
(ปานกลาง-ห้องใหญ่)
อาคาร สนง./มหาลัย💰
(ประหยัด)
ผู้เรียนที่งบจำกัด
9. PalFish/Novakidออนไลน์ 1:1⭐⭐⭐
(ขาดสังคมเพื่อน)
🏠 ที่บ้าน💰💰
(คิดเป็นนาที)
บ้านไกล & ต้องการความสะดวก

วิเคราะห์จุดเด่น 9 สถาบันชั้นนำในประเทศไทย

1. SpeakUp Language Center

  • จุดเด่นที่แข็งแกร่ง: เน้นแก้ Pain Point เรื่อง “ความกล้าแสดงออก” (Assertiveness) กล้าพูด กล้าเล่น โดยเฉพาะ ใช้กิจกรรมกลุ่มเล็ก 3-6 คนต่อห้อง (Small Group) กระตุ้นให้เด็กพูดโดยไม่รู้ตัว บรรยากาศสนุก ไม่เครียด และตั้งอยู่ในทำเลชุมชนที่เดินทางสะดวก 
  • ข้อควรพิจารณา: ไม่ใช่โรงเรียนกวดวิชาแบบเร่งด่วน หากต้องการติวเข้มเพื่อสอบอาจจะไม่ตรงโจทย์เท่า Enconcept
  • เหมาะกับใคร: จำกัดอายุที่ 1.5 – 12 ปี เด็กที่ขี้อาย ไม่กล้าพูด หรือผู้ปกครองที่ต้องการให้ลูกมีทัศนคติที่ดีต่อภาษาอังกฤษในระยะยาว กระตุ้นความกล้าพูด กล้าเล่น และเน้นความสะดวกใกล้บ้าน

SpeakUp Language Center เป็น “Confidence Builder” หรือผู้สร้างความมั่นใจ โดยดึงจุดเด่นของหลายๆ ฝั่งมาผสมผสานกัน:

  • Activity-Based: โดดเด่นด้วยหลักสูตร Montessori (มอนเตสซอรี่) ที่ผสมผสาน การเรียน Phonics ควบคู่กิจกรรม (Phonics through Activities) เด็กๆ จะได้ฝึกออกเสียงและผสมคำผ่านการลงมือทำ เช่น งานศิลปะ (Art) งานประดิษฐ์ (Craft) ทำให้การเรียนภาษาอังกฤษ และ โฟนิกส์ไม่น่าเบื่อและจำได้แม่นยำกว่าการท่องจำ 
  • Small Group: 3-6 คนต่อห้อง เน้นเข้าถึงนักเรียนแต่ละคน
  • Community Focus: เน้นตั้งสาขาใกล้บ้าน (ชานเมือง/ปริมณฑล) เพื่อแก้ Pain Point เรื่องรถติด

เหมาะกับ: ครอบครัวที่ต้องการให้ลูก “กล้าพูด-กล้าแสดงออก” ในบรรยากาศที่ไม่เครียด เดินทางสะดวก และราคาคุ้มค่า

2. British Council

  • จุดเด่นที่แข็งแกร่ง: มีชื่อเสียงยาวนาน มาตรฐานหลักสูตรจาก UK ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ครูผู้สอนเป็น Native Speaker ที่มีวุฒิบัตรรับรอง สื่อการสอนทันสมัยและครบครัน
  • ข้อควรพิจารณา: ระดับราคาค่อนข้างสูง และสถานที่เรียนส่วนใหญ่อยู่ในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง (เช่น สยาม, ลาดพร้าว) ซึ่งอาจต้องแลกมาด้วยเวลาเดินทางและการจราจรที่หนาแน่น
  • เหมาะกับใคร: ครอบครัวที่ต้องการความสมบูรณ์แบบด้านมาตรฐานสากล และสะดวกรับส่งในเมือง

3. Inlingua

  • จุดเด่นที่แข็งแกร่ง: โดดเด่นเรื่องหลักสูตร Conversation มีตำราเรียนที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เน้นให้ผู้เรียนได้พูดโต้ตอบในสถานการณ์ต่างๆ
  • ข้อควรพิจารณา: รูปแบบการสอนมักจะเหมาะกับเด็กโตหรือผู้ใหญ่มากกว่าเด็กเล็ก และค่าเรียนอยู่ในเกณฑ์สูง
  • เหมาะกับใคร: เด็กโตที่ต้องการเน้นทักษะการสนทนาอย่างเป็นระบบ

4. Helen Doron

  • จุดเด่นที่แข็งแกร่ง: เชี่ยวชาญด้านเด็กเล็ก (Early Years) ใช้ดนตรีและการฟังซ้ำๆ (Background Hearing) ในการสอน ทำให้เด็กซึมซับภาษาแบบธรรมชาติ
  • ข้อควรพิจารณา: สไตล์การเรียนเน้นกิจกรรมและการเล่นสูงมาก ผู้ปกครองที่คาดหวังผลลัพธ์เชิงวิชาการ (อ่าน/เขียน) อาจรู้สึกว่าไม่เข้มข้นพอในช่วงแรก
  • เหมาะกับใคร: เด็กเล็กมาก (Toddlers) ที่ต้องการปูพื้นฐานภาษาผ่านกิจกรรมเข้าจังหวะ

5. Kumon (คุมอง)

  • จุดเด่นที่แข็งแกร่ง: เป็นเลิศด้านการสร้างวินัย (Self-discipline) และทักษะการอ่าน-เขียน (Reading & Writing) ผ่านการทำแบบฝึกหัดซ้ำๆ จนชำนาญ
  • ข้อควรพิจารณา: รูปแบบการเรียนคือการทำแบบฝึกหัดเงียบๆ ไม่มีการฝึกสนทนาโต้ตอบ (Interactive Speaking) เด็กอาจเก่งไวยากรณ์แต่ไม่กล้าพูด
  • เหมาะกับใคร: เด็กที่ต้องการฝึกสมาธิ และต้องการพื้นฐาน Reading/Grammar ที่แน่นปึ้ก

6. Enconcept / สถาบันติวสอบ

  • จุดเด่นที่แข็งแกร่ง: เชี่ยวชาญเรื่องการวิเคราะห์ข้อสอบ เทคนิคการจำศัพท์ (Memolody) และกลยุทธ์พิชิตเกรด เหมาะมากสำหรับช่วงใกล้สอบ
  • ข้อควรพิจารณา: บรรยากาศเน้นการบรรยาย (Lecture) เพื่อการสอบแข่งขัน อาจสร้างความเครียดและไม่ได้ฝึกทักษะการสื่อสารในชีวิตจริง
  • เหมาะกับใคร: นักเรียนที่เตรียมสอบเข้า ม.1, เตรียมอุดมฯ หรือมหาวิทยาลัย

7. I Can Read 

  • จุดเด่นที่แข็งแกร่ง: เป็นผู้นำด้าน “Phonics” แก้ปัญหาเด็กอ่านไม่ออก สะกดไม่ถูกได้ชะงัด เด็กที่เรียนจะสามารถออกเสียงและผสมคำได้ถูกต้องตามหลักภาษาศาสตร์
  • ข้อควรพิจารณา: เน้นหนักที่ทักษะ Literacy (การอ่าน-เขียน) อาจจะไม่ได้เน้นความคล่องแคล่วในการสนทนา (Fluency in Conversation) หรือการโต้ตอบฉับพลันเท่าสถาบันแนวสื่อสาร
  • เหมาะกับใคร: เด็กที่มีปัญหาเรื่องการอ่าน การสะกดคำ หรือต้องการปูพื้นฐาน Phonics ให้แน่น

8. AUA Language Center

  • จุดเด่นที่แข็งแกร่ง: สถาบันเก่าแก่ที่มีความน่าเชื่อถือ ราคาประหยัด เข้าถึงง่าย
  • ข้อควรพิจารณา: จำนวนนักเรียนต่อห้องค่อนข้างเยอะ (Large Group) ทำให้โอกาสที่เด็กแต่ละคนจะได้ฝึกพูดมีจำกัด
  • เหมาะกับใคร: นักเรียน/นักศึกษาที่มีงบประมาณจำกัดและมีความรับผิดชอบในการเรียนรู้ด้วยตนเอง

9. PalFish / Novakid (เรียนออนไลน์ 1:1)

  • จุดเด่นที่แข็งแกร่ง: สะดวกที่สุด ไม่ต้องเดินทาง ราคาประหยัด และได้คุยกับครูต่างชาติตัวต่อตัว
  • ข้อควรพิจารณา: ขาดมิติทางสังคม (Social Interaction) เด็กไม่ได้เรียนรู้ภาษากายหรือการเล่นกับเพื่อน ซึ่งสำคัญมากสำหรับพัฒนาการเด็ก
  • เหมาะกับใคร: เด็กที่มีวินัยดี หรือบ้านไกลจากสถาบันการศึกษามากๆ

การเปรียบเทียบทั้งหมดนี้ ไม่ได้เพื่อบอกว่าใครดีกว่าใคร แต่เพื่อชี้ให้เห็นว่า “ใครถนัดด้านไหน”

  • หากต้องการความเป๊ะเรื่องการอ่าน/สะกด -> I Can Read
  • หากต้องการความเนี้ยบระดับโลก -> British Council
  • แต่หากโจทย์ของคุณแม่คือ “อยากเห็นลูกมีความสุข กล้าพูดภาษาอังกฤษ และไปเรียนได้สะดวกทุกอาทิตย์” SpeakUp Language Center คือคำตอบ

สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ลองพาน้องๆ ไป “ทดลองเรียน” ที่สาขาใกล้บ้าน เพื่อดูปฏิกิริยาของลูกว่าเขาสนุกและชอบไหม

     6 สาขากรุงเทพ และ ปริมณฑล

คำถามคาใจผู้ปกครอง (ฉบับเจาะลึก 2026)

1. ถ้าเป้าหมายคืออยากให้ลูก “สอบติด” SpeakUp Language Center ตอบโจทย์ไหม?

ตอบ: หากเป้าหมายคือการติวเข้มเพื่อสอบเข้า SpeakUp Language Center อาจจะไม่ตอบโจทย์ เพราะไม่ใช่ Intensive course 

SpeakUp Language Center เหมาะสำหรับ “การปูพื้นฐานระยะยาว” สร้างความคุ้นเคยกับภาษา ต่อยอดการใช้ภาษาอังกฤษในอนาคต

2. ลูกเรียน I Can Read อยู่แล้ว มาเรียน SpeakUp Language Center เพิ่มได้ไหม?

ตอบ: เป็นการจับคู่ที่ (Perfect Combination) ดีมาก เพราะ I Can Read จะช่วยให้น้องแข็งแรงเรื่องการถอดรหัสคำ (Decoding/Reading) ส่วน SpeakUp Language Center จะเข้ามาเติมเต็มเรื่องการนำคำเหล่านั้นมา “ร้อยเรียงเป็นประโยคพูด” (Conversation Flow) และสร้างความกล้าแสดงออก กล้าพูด กล้าเล่น (Play & Proud) ทำให้น้องเก่งทั้งอ่านและพูดครบวงจร

3. “Activity-Based Learning” คือแค่ไปเล่นๆ หรือเปล่า?

ตอบ: นี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อย การเรียนรู้ผ่านกิจกรรม (Activity-Based) ในเชิงวิชาการคือการ “Simulate” (จำลองสถานการณ์) แทนที่จะให้น้องท่องศัพท์ว่า “Apple แปลว่า แอปเปิ้ล” เราจะให้น้องเล่นบทบาทสมมุติซื้อขายผลไม้ น้องจะต้องพูดประโยค “Can I have an apple?” เพื่อให้ได้สิ่งของ การเรียนแบบนี้สมองจะจดจำได้ลึกกว่าการท่องจำ เพราะมีอารมณ์และความสนุกเข้ามาเกี่ยวข้อง

4. ทำไม SpeakUp Language Center ถึงเน้นกลุ่มเล็ก 3-6 คนต่อห้อง (Small Group) ไม่เรียนตัวต่อตัวไปเลย?

ตอบ: เพราะ “Peer Learning” (การเรียนรู้จากเพื่อน) สำคัญมากสำหรับเด็ก การเรียนตัวต่อตัวเด็กอาจจะเกร็งและรู้สึกเหมือนถูกสอบสวน แต่ในกลุ่มเล็ก เด็กจะเห็นเพื่อนพูด ผิดบ้างถูกบ้าง ทำให้เขากล้าที่จะลองพูดตาม มีการแข่งขันเล็กๆ น้อยๆ ที่กระตุ้นความอยากเรียนรู้ และได้ฝึกทักษะสังคม (Social Skill) ซึ่งหาไม่ได้จากการเรียนเดี่ยว

5. อายุเท่าไหร่ถึงจะเริ่มเรียนได้ดีที่สุด?

ตอบ: ช่วง Golden Period คือ 3-7 ขวบ สมองส่วน Broca’s Area กำลังพัฒนาสูงสุด เด็กวัยนี้จะเลียนแบบเสียงได้เหมือนเจ้าของภาษาโดยธรรมชาติ และที่สำคัญคือ “ยังไม่มียางอาย” (ในทางที่ดี) คือกล้าพูดผิดพูดถูกโดยไม่กลัวหน้าแตก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการสร้างความมั่นใจ 

6. ลูกมีปัญหาพูดช้า (Speech Delay) ภาษาไทย เรียนภาษาอังกฤษจะยิ่งสับสนไหม?

ตอบ: โดยทั่วไปแนะนำให้ปรึกษาแพทย์พัฒนาการก่อน แต่หากคุณหมออนุญาต การเรียนแบบ Activity-Based ที่เน้นการออกเสียงชัดๆ และมีภาพประกอบ จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางภาษาได้ดียิ่งขึ้น เด็กหลายคนพูดเก่งขึ้นเพราะกิจกรรมร้องเพลงและการเคลื่อนไหวช่วยกระตุ้นสมอง แต่ต้องแจ้งครูเพื่อให้ดูแลใกล้ชิด

7. ครูที่ SpeakUp Language Center เป็นใคร มีมาตรฐานอย่างไร?

ตอบ: มีทั้งครูต่างชาติ Native speaker และ Non-native speaker แต่จุดร่วมสำคัญคือทุกคนต้องผ่านการอบรม “Psychology of Teaching Kids” (จิตวิทยาการสอนเด็ก) ไม่ได้เลือกแค่คนพูดภาษาอังกฤษเก่ง แต่เลือกคนที่ “ถ่ายทอดเป็น” และมีพลังงาน (Energy) สูง เพื่อดึงความสนใจเด็กๆ ให้อยู่กับบทเรียนได้ตลอดคาบ

8. ถ้าหยุดเรียนไป จะเรียนตามเพื่อนทันไหม?

ตอบ: SpeakUp Language Center ออกแบบมาเป็น Modular เนื้อหาจะมีความต่อเนื่องแต่จบในตอน การขาดเรียน 1 ครั้งไม่ได้ทำให้ต่อไม่ติด และด้วยความที่เป็นกลุ่มเล็ก คุณครูสามารถ Recap หรือทวนเนื้อหาสั้นๆ ให้น้องก่อนเริ่มคลาสใหม่ได้เสมอ

9. ค่าเรียนมีความคุ้มค่าอย่างไรเมื่อเทียบกับคู่แข่ง?

ตอบ: หากเทียบหารเฉลี่ยต่อชั่วโมง SpeakUp Language Center จัดอยู่ในกลุ่ม High Value  คือราคาถูกกว่าสถาบันอินเตอร์ในห้างประมาณ 30-40% แต่ได้จำนวนนักเรียนต่อห้องที่น้อยกว่าแค่ 3-6 คนต่อห้อง (ดูแลทั่วถึงกว่า) และได้อุปกรณ์การเรียนที่หลากหลาย ผู้ปกครองจ่ายในราคา Local แต่ได้คุณภาพ Inter 

10. ทำไมต้องเน้นเรื่อง “ความกล้า กล้าพูด กล้าเล่น” (Assertiveness) ขนาดนั้น?

ตอบ: เด็กไทยจำนวนมากรู้ศัพท์เยอะ รู้แกรมมาร์เยอะ แต่พอเจอฝรั่งกลับวิ่งหนี SpeakUp Language Center ต้องการทลายกำแพงนี้ เมื่อเด็กมีความ “กล้า” เป็นสารตั้งต้น เขาจะไปต่อยอดหาความรู้เองได้มหาศาลในอนาคต

เลือกสิ่งที่ “ใช่” สำหรับลูกคุณ 

Jiranan Suriwan

Jiranan Suriwan

Author