Key Takeaway
- พัฒนาการของเด็กแต่ละวัย อย่างวัยอนุบาลจะเป็นวัยที่อยากเป็นตัวของตัวเอง ซุกซน แต่พอเมื่อโตขึ้นก็สามารถดูแลตัวเองได้บ้าง
- ข้อดีของการทำกิจกรรมร่วมกับลูก ทั้งช่วยเสริมพัฒนาการของเด็กๆ ได้รอบด้าน กระตุ้นการเรียนรู้ในเด็ก สร้างสายสัมพันธ์ครอบครัวที่แน่นแฟ้น ลดความเครียด
- ตัวอย่างกิจกรรมเล่นกับลูก เช่น ตุ๊กตากระดาษ พริกไทยหนีน้ำ ยิงบอลให้เข้าเป้า ระบายสี/วาดรูปตามจินตนาการ เล่นซ่อนหา จัดสวน
- เล่นกับลูกอย่างไรให้มีความสุขและได้พัฒนาทักษะให้ลูก? ลองให้ลูกเป็นคนนำเกมบ้าง สลับบทบาทบ่อยๆ ให้ลูกได้ลองเป็นทั้งผู้นำและผู้ตาม ชื่นชมความพยายามมากกว่าผลลัพธ์
การเล่นกับลูกไม่เป็นเพียงช่วงเวลาแห่งความสุขเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่ได้ทำกิจกรรมร่วมกับลูกอย่างใกล้ชิด และเสริมพัฒนาการให้กับลูกๆ ทั้งอารมณ์ สมอง ร่างกาย และสังคมของเด็กได้รอบด้าน บทความนี้จะมาแนะนำกิจกรรมที่พ่อแม่สามารถนำไปเล่นกับลูก ที่ทั้งสนุก เล่นที่บ้านได้ และเล่นได้ทุกวัย เพื่อให้การเล่นเป็นช่วงเวลาที่ไม่น่าเบื่อ แต่เป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ลดเวลาหน้าจอได้

พัฒนาการเด็กแต่ละด้าน ตามช่วงวัยมีอะไรบ้าง
ก่อนพ่อแม่จะหากิจกรรมเล่นกับลูก มาทำความเข้าใจกับพัฒนาการของเด็กในแต่ละด้าน โดยจะพัฒนาไปตามช่วงวัยที่แตกต่างกัน ในแต่ละด้านมีดังนี้
- ด้านร่างกาย (Physical Development) ครอบคลุมกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น คลาน เดิน วิ่ง และมัดเล็ก เช่น จับของ วาดรูป ในวัยแรกเกิด-1 ปี เด็กเริ่มยกหัว คลาน และเดินได้ ส่วนวัย 1-3 ปี สามารถปีนป่าย โยนลูกบอล และใช้ช้อนกินข้าว ขณะที่วัย 3-6 ปี กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น เล่นกีฬาซับซ้อนและตัดกระดาษได้
- ด้านสติปัญญา (Cognitive Development) เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา ความจำ และการเรียนรู้ วัยแรกเกิด-1 ปี เด็กเริ่มสำรวจสิ่งของด้วยปากและมือ วัย 1-3 ปี จดจำรูปภาพ เล่นซ่อนหา และเรียงบล็อกได้ วัย 3-6 ปี คิดเชิงตรรกะ นับเลข และเริ่มเข้าใจแนวคิดเวลา
- ด้านอารมณ์-สังคม (Emotional-Social Development) พัฒนาการรับรู้และแสดงอารมณ์ รวมถึงการเข้าสังคม วัยแรกเกิด-1 ปี สร้างความผูกพันกับผู้ปกครองและยิ้มตอบสนอง วัย 1-3 ปี แสดงอารมณ์ชัดเจน เริ่มแยกตัวจากพ่อแม่และเล่นกับเพื่อน ส่วนวัย 3-6 ปี ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น รู้จักแบ่งปันและทำตามกฎกติกามากขึ้น
- ด้านภาษา (Language Development) ประกอบด้วยการเข้าใจและพูดออกเสียง วัยแรกเกิด-1 ปี ส่งเสียงร้องและพูดคำง่ายๆ อย่าง “มา”วัย 1-3 ปี พูดประโยค 2-3 คำและเริ่มหัดตั้งคำถามง่ายๆ วัย 3-6 ปี พูดได้คล่องแคล่ว เล่าเรื่องได้ และเข้าใจคำสั่งซับซ้อน

พ่อแม่เล่นกับลูกดีอย่างไร
พ่อแม่มือใหม่หลายคนที่กำลังสงสัยว่าเล่นกับลูกดีอย่างไร จริงๆ แล้วมีข้อดีทั้งช่วยเสริมพัฒนาการของเด็กๆ ได้รอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม โดยเด็กที่ได้เล่นกับพ่อแม่จะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ในเด็กได้ดีขึ้น ทำให้เด็กได้เติบโตตามวัย นอกจากนี้ยังสร้างสายสัมพันธ์ครอบครัวที่แน่นแฟ้น ลดความเครียดด้วยฮอร์โมนออกซิโตซิน เพิ่มความสุขและความมั่นใจให้ลูก และพ่อแม่ยังสามารถสังเกตพัฒนาการลูกได้ทันที หากมีปัญหาจะแก้ไขได้เร็ว ส่งผลให้เด็กมีความสุขและพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
แนะนำกิจกรรมเล่นกับลูกง่ายๆ สนุก สร้างสรรค์ได้ทุกวัน
เมื่อรู้แล้วว่ากิจกรรมเล่นกับลูกดีอย่างไร มาดูตัวอย่างกิจกรรมที่พ่อแม่สามารถเอาไปลองเล่นกับลูกได้ตั้งแต่ 2 ขวบเป็นต้นไป ที่ทั้งสนุก เสริมจินตนาการ เล่นได้ทุกวันไม่มีเบื่อแน่นอน
ตุ๊กตากระดาษ
เริ่มที่กิจกรรมเล่นกับลูกง่ายๆ อย่างตุ๊กตากระดาษ พ่อแม่สามารถ DIY ง่ายๆ ใช้กระดาษสี กรรไกร กาว และดินสอ สร้างตุ๊กตาได้ตามจินตนาการของเด็ก เป็นกิจกรรมเล่นกับลูกที่เหมาะสำหรับวัย 4-7 ขวบ ช่วยฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กในการวาดและตัดกระดาษ (ควรอยู่ในความดูแลของพ่อแม่) จุดเด่นคือราคาถูก ทำได้ทุกวัน ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการเล่าเรื่อง โดยเด็กสามารถแต่งชุดหรือฉากประกอบเอง ทำให้เล่นซ้ำได้ไม่เบื่อ
วิธีเล่น
- วาดหรือปริ้นตัวละครลงกระดาษ
- ระบายสี ตัดตามเส้น
- ติดไม้จิ้มฟันหรือหลอดดูดเป็นที่ยึด
- ใช้ตุ๊กตาเล่านิทานหรือแสดงละครสั้นๆ ร่วมกับพ่อแม่เพื่อเพิ่มความสนุก

ชวนลูกเข้าครัว
กิจกรรมเล่นกับลูกที่พ่อแม่สามารถลองทำตามได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องหาพร็อปอย่างกิจกรรมชวนลูกเข้าครัว ผสมผสานความสนุกกับการเรียนรู้ชีวิตประจำวัน เหมาะสำหรับเด็กวัย 5 ขวบขึ้นไป ช่วยฝึกทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็กจากการคน ตี หรือตวงส่วนผสม จุดเด่นคือส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา เช่น การวัด ปฏิบัติตามขั้นตอนสูตรอาหาร และภาษาผ่านการสนทนาเรื่องวัตถุดิบ สร้างความมั่นใจและความรับผิดชอบเมื่อช่วยเตรียมอาหาร
วิธีเล่น
- เลือกเมนูง่ายๆ เช่น ขนมปังปิ้งท็อปปิงผลไม้หรือโดนัทไมโครเวฟ
- ให้ลูกช่วยล้างผัก ตีไข่ หรือตกแต่งจาน
- พ่อแม่ควบคุมมีดและเตาเพื่อความปลอดภัย
- ลองชิมผลงานร่วมกัน
พริกไทยหนีน้ำ
พริกไทยหนีน้ำเป็นเกมพื้นบ้านไทยสนุกๆ ที่ใช้แค่น้ำ พริกไทย และจาน เหมาะสำหรับเด็กวัย 3-6 ปี ช่วยฝึกทักษะวิทยาศาสตร์เบื้องต้นผ่านการสังเกตและทดลอง จุดเด่นคือใช้วัตถุดิบราคาถูกในครัว สร้างความประหลาดใจและความอยากรู้อยากเห็น กระตุ้นพัฒนาการสติปัญญา การตั้งสมมติฐาน และภาษาในการอธิบายปรากฏการณ์
วิธีเล่น
- เทพริกไทยลงบนน้ำในจาน
- หยดน้ำยาล้างจาน 1-2 หยดตรงกลาง
- พริกไทยจะกระจายออกทันทีเพราะน้ำยาลดแรงตึงผิวของน้ำ
- ทดลองซ้ำด้วยสีผสมอาหารเพื่อความสวยงาม
- ลองพูดคุยกับลูกว่าทำไมพริกไทยถึงหนีจากน้ำได้
ยิงบอลให้เข้าเป้า
ถ้าพ่อแม่กำลังหากิจกรรมเล่นกับลูกที่ได้แข่งขันกันสนุกๆ แนะนำให้เล่นเกมยิงบอลให้เข้าเป้า ใช้เพียงลูกบอลเล็กและกล่องหรือถังเป็นเป้า เหมาะสำหรับเด็กวัย 3-6 ปี ช่วยฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ประสานตา-มือ และเคลื่อนไหว จุดเด่นคือส่งเสริมพัฒนาการร่างกาย เพิ่มความมั่นใจจากการทำคะแนน และฝึกการเล่นเป็นทีม สร้างความตื่นเต้นด้วยการแข่งขันที่สนุก ไม่กดดัน
วิธีเล่น
- จัดวางกล่อง 3-5 ใบตามระยะต่างกัน ตั้งคะแนนตามความยาก (ใกล้ 1 คะแนน ไกล 3 คะแนน)
- ให้ลูกยิงบอลหรือขว้างให้เข้าเป้า ผลัดกันเล่นและนับคะแนน
- เพิ่มอุปสรรค เช่น หลบสิ่งกีดขวางเพื่อเพิ่มความท้าทายได้

ระบายสี/วาดรูปตามจินตนาการ
หนึ่งในกิจกรรมเล่นกับลูกที่ช่วยเสริมจินตนาการได้เปิดกว้างมากๆ อย่างระบายสีหรือวาดรูปตามจินตนาการ โดยอุปกรณ์ที่ใช้จะมีดินสอสี สีเทียน และกระดาษ เหมาะสำหรับเด็กวัย 4 ขวบขึ้นไป ช่วยฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กและประสานมือ-ตา จุดเด่นคือกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้เด็กแสดงอารมณ์และไอเดียผ่านภาพวาด ลดความเครียด สร้างความมั่นใจเมื่อพ่อแม่ชื่นชมผลงาน และพัฒนาสติปัญญาผ่านการเลือกสีหรือเล่าเรื่องจากรูป
วิธีเล่น
- จัดมุมวาดรูปพร้อมอุปกรณ์หลากสี ให้เด็กวาดสิ่งที่อยากวาด เช่น สัตว์ในฝันหรือครอบครัว
- พ่อแม่ร่วมวาดหรือถามคำถามกระตุ้นจินตนาการ เช่น “เจ้าหมานี้ชื่ออะไร”
- ติดผลงานไว้ประดับบ้าน
Role Play จำลองสถานการณ์
Role Play จำลองสถานการณ์เป็นกิจกรรมเล่นบทบาทสมมุติเป็นตัวละครต่างๆ ใช้ของเล่นหรือของใช้ในบ้าน สร้างฉากจำลองร้านค้า โรงพยาบาล หรือโรงเรียน ช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ จุดเด่นคือฝึกทักษะทางสังคม เช่น การสื่อสาร การเจรจาและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ผ่านการรับบทบาท สร้างความมั่นใจในการแสดงออกและแก้ปัญหาในสถานการณ์สมมติ
วิธีเล่น
- เลือกธีมที่อยากเล่น เช่น ตลาดนัด
- กำหนดบทบาท เช่น ให้ลูกเป็นพ่อค้า ส่วนพ่อแม่เป็นลูกค้า
- จัดพร็อปและฉากให้ดูสมจริงด้วยของใช้ที่มีในบ้าน
- สลับบทบาทและเพิ่มพล็อต เช่น “ลูกค้าลืมเงิน” เพื่อกระตุ้นการแก้ปัญหา
เล่นบอร์ดเกม
ถ้าพ่อแม่มองหากิจกรรมเล่นกับลูกที่เหมาะกับเด็กวัย 7 ขวบขึ้นไป ลองเล่นบอร์ดเกมง่ายๆ ไม่ซับซ้อนมาก เช่น บันไดงู ช่วยฝึกการคิดวางแผนและนับเลข จุดเด่นคือพัฒนาทักษะทางสังคม เช่น การรอคอย การยอมรับแพ้ชนะ และการทำงานเป็นทีม สร้างความผูกพันครอบครัวผ่านเสียงหัวเราะและการเชียร์กัน
วิธีเล่น
- เลือกเกมสั้นๆ ที่ใช้เวลาเล่น 10-15 นาที อ่านกติกาแล้วสรุปง่ายๆ เช่น บันไดงู ให้ลูกโยนลูกเต๋าแล้วเดินบนบอร์ดตามแต้ม
- สลับกันเล่นแต่ละตา พร้อมให้กำลังใจกันทุกครั้ง
- ปรับกฎให้เหมาะกับเด็ก เช่น หากติดหลุมหรือช่องพิเศษ สามารถช่วยกันเดินต่อได้ เพิ่มความสนุกและไม่เสียกำลังใจ
ปลูกต้นไม้ จัดสวนในบ้าน
ถ้าพ่อแม่อยากได้กิจกรรมเล่นกับลูกนอกบ้าน ได้สัมผัสธรรมชาติ การปลูกต้นไม้ จัดสวนเป็นอีกกิจกรรมที่น่าสนใจ เตรียมอุปกรณ์อย่างกระถาง เมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าขนาดเล็ก ช่วยฝึกความรับผิดชอบจากการรดน้ำและดูแล จุดเด่นคือเด็กได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ง่ายๆ เช่น ดูเจริญเติบโตของพืช สร้างความอดทนและความภูมิใจเมื่อเห็นผล ส่งเสริมสุขภาพจากการสัมผัสดินและอากาศบริสุทธิ์ในบ้าน
วิธีเล่น
- เลือกพืชที่ดูแลง่าย เช่น ถั่วฝักยาว หรือผักสลัด
- ให้ลูกช่วยขุดดิน ปลูกเมล็ด รดน้ำวันละครั้ง
- บันทึกการเติบโตในสมุด
- เขียนชื่อต้นไม้ลงบนฉลากเพื่อฝึกภาษา
เดินเล่นในสวน ชมธรรมชาติ
นอกจากชวนลูกปลูกต้นไม้แล้ว ลองพาลูกไปเดินเล่นในสวนชมธรรมชาติเป็นกิจกรรมกลางแจ้งที่ช่วยให้เด็กสัมผัสโลกภายนอก ส่งเสริมการเคลื่อนไหวร่างกายและการสำรวจสิ่งแวดล้อม จุดเด่นคือกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 ด้าน เช่น ฟังเสียงนก ดมกลิ่นดอกไม้ สร้างความสงบ ลดความเครียด และสอนความรักธรรมชาติผ่านการสังเกตวงจรชีวิต
วิธีเล่น
- พาลูกเดินช้าๆ ชี้สัตว์ นก ใบไม้
- เก็บกิ่งไม้หรือหินมาดู
- เล่นเกม “ฉันเห็นอะไรบ้าง” แล้วผลัดกันเล่าสิ่งที่เจอ

เล่านิทาน
อีกหนึ่งกิจกรรมเล่นกับลูกง่ายๆ อย่างเล่านิทาน เป็นกิจกรรมอบอุ่นที่ใช้คำพูดและจินตนาการ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ ก่อนนอนหรือช่วงเย็น ช่วยผ่อนคลายและสร้างความผูกพัน จุดเด่นคือพัฒนาภาษาและสติปัญญาผ่านคำศัพท์ใหม่ การฟัง และจินตนาการ ส่งเสริมอารมณ์ดีและความมั่นใจเมื่อลูกเล่าต่อ
วิธีเล่น
- เลือกนิทานง่ายๆ เช่น กระต่ายกับเต่า
- นั่งกอดลูกใช้เสียงและท่าทางประกอบ
- ถามคำถามกระตุ้น เช่น “ถ้าเป็นเธอจะทำอย่างไร”
- ลองสลับให้ลูกเล่าหรือแต่งตอนจบเอง
เล่นซ่อนหา
เล่นซ่อนหาเป็นเกมคลาสสิกที่ใช้พื้นที่ในบ้านหรือสวน ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเลย อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมเล่นกับลูกเหมาะสำหรับเด็กวัย 4 ขวบขึ้นไป ช่วยฝึกแก้ปัญหาและควบคุมอารมณ์ จุดเด่นคือพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่จากการเคลื่อนไหว สร้างความตื่นเต้นและเสียงหัวเราะ ฝึกทักษะสังคมผ่านการนับและรอคอย ส่งเสริมความมั่นใจเมื่อพบเพื่อน
วิธีเล่น
- ให้ผู้เล่นหนึ่งคนนับเลข 1-20 ด้วยเสียงดัง ขณะที่คนอื่นซ่อนตัว
- นับเสร็จให้ออกหา เมื่อคนก่อนหน้าหาคนเจอครบแล้ว ให้คนอื่นๆ มาสลับกันเป็นคนหา
- ลองเพิ่มกฎสนุกก็ได้ เช่น “ซ่อนด้วยกันเป็นคู่”
ปั้นดินเป็นรูปต่างๆ
กิจกรรมเล่นกับลูกที่บ้านง่ายๆ แถมได้หยิบจับสนุกสนานอย่างการปั้นดินเป็นรูปต่างๆ เป็นกิจกรรมศิลปะสัมผัสที่ใช้ดินน้ำมันหรือดินไทยธรรมดาก็ได้ ช่วยฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กจากการนวด ยืดและปั้น จุดเด่นคือกระตุ้นจินตนาการให้สร้างสรรค์รูปทรงตามใจ เช่น สัตว์หรืออาหาร ส่งเสริมการแก้ปัญหาเมื่อดินแตก และผ่อนคลายอารมณ์ผ่านสัมผัสเนื้อดิน
วิธีเล่น
- ให้ดินชิ้นเล็กๆ ให้ลูกนำไปปั้น
- ชวนปั้นตามธีม เช่น “สวนสัตว์ของเรา”
- พ่อแม่ปั้นให้ดูเป็นตัวอย่าง แล้วถามลูกว่า “อยากใส่อะไรเพิ่มอีกไหม” เพื่อกระตุ้นจินตนาการของลูก

เคล็ดไม่ลับเล่นกับลูกอย่างไรให้ได้ทั้งสนุกและเสริมทักษะ
- ลองให้ลูกเป็นคนนำเกม เช่น ปล่อยให้ลูกเลือกกติกาหรือกำหนดบทบาท ช่วยสร้างความมั่นใจและฝึกการตัดสินใจ
- ใช้เสียงและท่าทางเกินจริง เช่น ร้องดัง หัวเราะใหญ่ หรือแสดงสีหน้าแปลกๆ เพื่อดึงดูดความสนใจและกระตุ้นพัฒนาการทางภาษากับอารมณ์
- เพิ่มคำถามปลายเปิดระหว่างเล่น เช่น “แล้วจะทำอะไรต่อ” หรือ “คิดว่ามันเป็นยังไง” เพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และการสื่อสาร
- สลับบทบาทบ่อยๆ ให้ลูกได้ลองเป็นทั้งผู้นำและผู้ตาม ฝึกทักษะสังคม การแบ่งปัน และการยอมรับมุมมองผู้อื่น
- ชื่นชมความพยายามมากกว่าผลลัพธ์ เช่น “เก่งจังที่คิดได้ไอเดียใหม่” เพื่อสร้างแรงจูงใจและความมั่นใจในตัวเอง
สรุป
การเข้าใจพัฒนาการเด็กทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์-สังคม และภาษา ตามช่วงวัย ช่วยให้พ่อแม่เลือกกิจกรรมที่เหมาะสมมาสร้างความสุขและเสริมทักษะลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรมง่ายๆ เช่น เล่านิทาน ตุ๊กตากระดาษ หรือเข้าครัว ไม่เพียงแต่ช่วยฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กและกระบวนการคิดเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น และความมั่นใจในตนเอง เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างสมวัยและมีความสุขในทุกวัน
นอกจากพ่อแม่จะเล่นกับลูกที่บ้านแล้ว การพาน้องๆ หนูๆ ออกมาทำกิจกรรมข้างนอก หรือเจอผู้คนก็ช่วยให้มีพัฒนาการมากขึ้นได้ ที่ Speak Up เป็นสถาบันสอนภาษาอังกฤษและภาษาจีนในรูปแบบมอนเตสซอรี่ เรียนสนุก ไม่กดดัน เตรียมความพร้อมก่อนเข้าอนุบาล และที่นี่เปิดรับตั้งแต่อายุ 2.5-12 ปี
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกิจกรรมเล่นกับลูก (FAQ)
พ่อแม่หลายคนอาจสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมเล่นกับลูก วันนี้เราได้เตรียมคำถามที่พบบ่อยพร้อมคำตอบที่น่าสนใจมาฝากแล้ว
7 นิสัยที่สำคัญต่อทักษะชีวิตของเด็กๆ มีอะไรบ้าง
7 นิสัยของเด็กที่มีความสุข (7 Habits of Happy Kids) เป็นแนวทางจากหนังสือของ Sean Covey ที่เน้นสร้างผู้นำที่ดีผ่านนิสัยส่วนตัวและการทำงานเป็นทีม นิสัยเหล่านี้สอนให้เด็กจัดการตัวเอง วางแผน และสร้างสมดุลชีวิต ส่งเสริมการเติบโตอย่างมั่นใจและรับผิดชอบ
- นิสัยที่ 1 Be Proactive (รับผิดชอบตัวเอง) เด็กเรียนรู้ควบคุมสิ่งที่ทำได้ เช่น อารมณ์และการเลือกทำดี
- นิสัยที่ 2 Begin with the End in Mind (เริ่มด้วยเป้าหมาย) วางแผนอนาคตและเห็นภาพความสำเร็จล่วงหน้า
- นิสัยที่ 3 Put First Things First (จัดลำดับความสำคัญ) จัดการเวลา ทำสิ่งสำคัญก่อน เช่น กิจวัตรประจำวันและกิจกรรมครอบครัว
- นิสัยที่ 4 Think Win-Win (คิดแบบให้ทุกฝ่ายชนะ) หาทางออกที่ยุติธรรมเพื่อความสัมพันธ์ที่ดี
- นิสัยที่ 5 Seek First to Understand, Then to Be Understood (เข้าใจผู้อื่นก่อน) ฟังอย่างตั้งใจเพื่อสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ
- นิสัยที่ 6 Synergize (ทำงานเป็นทีม) ร่วมมือกันสร้างผลลัพธ์ดีกว่าทำคนเดียว
- นิสัยที่ 7 Sharpen the Saw (ดูแลตัวเองรอบด้าน) พัฒนาร่างกาย จิตใจ สติปัญญาและสังคมให้สมดุล
กฎ 5 2 1 0 คืออะไร และดีกับเด็กอย่างไร
กฎ 5-2-1-0 เป็นแนวทางส่งเสริมสุขภาพสำหรับครอบครัวจาก American Academy of Pediatrics ช่วยให้เด็กมีชีวิตกระฉับกระเฉงและกินดีตั้งแต่วัยเด็ก
- ผลไม้และผัก 5 ส่วนต่อวัน สร้างนิสัยรักอาหารสุขภาพ ลดโรคอ้วน
- หน้าจอไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน จำกัดการใช้ทีวี/มือถือ ป้องกันปัญหาสายตาและพฤติกรรมก้าวร้าว
- เคลื่อนไหวร่างกาย 1 ชั่วโมงต่อวัน เช่น เล่นซ่อนหา สร้างกล้ามเนื้อและหัวใจแข็งแรง
- เครื่องดื่มหวาน 0 แก้ว หลีกเลี่ยงน้ำอัดลม ป้องกันฟันผุและน้ำหนักเกิน
เด็กเริ่มเรียนรู้นิสัยในช่วงวัยใด
เด็กเริ่มเรียนรู้และพัฒนานิสัยพื้นฐานตั้งแต่อายุ 18 เดือน ถึง 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สมองพัฒนาเร็วและเลียนแบบพฤติกรรมจากพ่อแม่



