Table of Contents

9-ways-to-teach-english-for-kids-without-fundamental

9 วิธี สอนภาษาอังกฤษเด็ก ในวัย เริ่มต้น ไม่มีพื้นฐานเลย เจาะลึกแต่ละวัยในปี 2026

Table of Contents

Quick Summary

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กังวลว่า “ลูกไม่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษเลย” หรือ “ตัวเราเองก็พูดไม่ได้” ขอให้วางใจครับ การเริ่มต้นศูนย์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากรู้วิธีที่ถูกต้องและทันเวลา นี่คือสรุป 9 ขั้นตอน ที่จะเปลี่ยนลูกให้เป็นเด็กสองภาษาได้จากที่บ้าน:

  • คว้าโอกาสช่วงวัยทอง (Golden Period):
    • เริ่มให้เร็วที่สุดในช่วง 0-7 ปี สมองเด็กจะเปิดรับภาษาเหมือนฟองน้ำ
  • Mindset ต้องสนุก:
    • อย่าเริ่มด้วยความเครียดหรือการบังคับ ให้เริ่มจากความชอบของลูกเป็นหลัก
  • สร้าง English Corner:
    • จัดมุมหนึ่งของบ้านให้มีหนังสือหรือสื่อภาษาอังกฤษ เพื่อสร้างความคุ้นเคย
  • ใช้หลักการ TPR (Total Physical Response):
    • สอนศัพท์ผ่านท่าทาง ไม่ต้องแปลไทย
  • พลังแห่งเสียงเพลง (Music Learning):
    • เพลงช่วยเรื่องการจดจำและสำเนียงได้ดีที่สุดสำหรับเด็กเล็ก
  • นิทานก่อนนอน (Bedtime Story):
    • ช่วงเวลาทองที่สมองจดจำภาษาได้ดีที่สุด
  • Phonics คือทางลัด:
    • เลิกท่อง A-Z แบบนกแก้วนกขุนทอง แต่ให้เรียนรู้เสียงของตัวอักษร
  • Screen Time อย่างชาญฉลาด:
    • เลือกการ์ตูนที่สอนภาษาและโต้ตอบได้
  • อย่าจับผิด (Don’t Correct Immediately):
    • เน้นความกล้าพูดมากกว่าความถูกต้องทางไวยากรณ์
  • หาตัวช่วยมืออาชีพ (Professional Support):
    • โรงเรียนสอนภาษาที่เข้าใจเด็ก จะช่วยเร่งพัฒนาการได้เร็วขึ้น 2 เท่า

เริ่มต้นจาก “ศูนย์” สู่ “ฮีโร่” ภาษาอังกฤษ ยากจริงไหม?

ในโลกยุค 2026 ที่ AI แปลภาษาทำงานได้รวดเร็ว หลายคนอาจสงสัยว่า “ยังจำเป็นต้องสอนลูกพูดภาษาอังกฤษอยู่ไหม?” คำตอบคือ “จำเป็นกว่าเดิม” ครับ เพราะภาษาไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสาร แต่เป็นเครื่องมือในการ “คิด” และ “เข้าถึงข้อมูล” ระดับโลก แต่ปัญหาใหญ่ที่พ่อแม่ชาวไทยกว่า 80% ต้องเจอคือ ความกังวลว่า “ลูกไม่มีพื้นฐานเลย จะสอนยังไง?” หรือ “พ่อแม่ก็ไม่เก่งภาษา จะพาลูกล่มไหม?”

ข่าวดีคือ งานวิจัยทางประสาทวิทยา (Neuroscience) ยืนยันว่า สมองของเด็กมีศักยภาพไร้ขีดจำกัด (Infinite Potential) ในการรับภาษาใหม่ โดยไม่ต้องอาศัยพื้นฐานเดิม ขอเพียงแค่วิธีการที่ใช้ต้อง “ถูกต้อง” และ “เป็นธรรมชาติ” บทความนี้ได้รวบรวม เทคนิคและแผนการฝึกตามช่วงวัย โดยอ้างอิงหลักจิตวิทยาและการสอนระดับโลก เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่นำไปปรับใช้ได้ทันทีครับ

เจาะลึก: ช่วงวัยที่เรียนรู้ได้ “ไวที่สุด” (The Golden Period of Language Learning)

ก่อนจะไปดู “วิธีสอน” เราต้องเข้าใจ “เวลาทอง” กันก่อนครับ วิทยาศาสตร์ทางสมองยืนยันชัดเจนว่า มนุษย์เรามีช่วงเวลาที่เรียนรู้ภาษาได้ไวที่สุดเพียงครั้งเดียวในชีวิต เรียกว่า “Critical Period”

ทำไมต้อง 0 – 7 ขวบ? (The Magic Window)

ช่วงเวลาตั้งแต่ แรกเกิด ถึง 7 ขวบ คือช่วงที่สมองมีความยืดหยุ่นสูงสุด (Neuroplasticity) เซลล์สมองเชื่อมต่อกันนับล้านครั้งต่อวินาที เด็กในวัยนี้เปรียบเสมือน “ฟองน้ำ” ที่ดูดซับทุกเสียงที่ได้ยิน

  • แยกเสียงได้ระดับเทพ:
    • เด็กทารกสามารถแยกแยะเสียง (Phonemes) ของทุกภาษาทั่วโลกได้ ซึ่งความสามารถนี้จะค่อยๆ ลดลงเมื่ออายุเกิน 7 ขวบ
  • ไร้อคติ:
    • เด็กเล็กไม่กลัวผิด ไม่เขินอาย และไม่ต่อต้านภาษาใหม่เหมือนผู้ใหญ่
  • เลียนแบบเก่ง:
    • กล้ามเนื้อปากและลิ้นยังยืดหยุ่น ทำให้เลียนแบบสำเนียง (Accent) ได้เหมือนเจ้าของภาษาที่สุด

💡 Expert Tip: แม้ช่วง 0-7 ปี จะดีที่สุด แต่ช่วง 8-12 ปี ก็ยังถือว่าเป็นช่วงที่ดีรองลงมา (Silver Period) ดังนั้น “เริ่มวันนี้ ดีกว่าพรุ่งนี้” เสมอครับ

Roadmap: กิจกรรมฝึกภาษาอังกฤษ แบ่งตามช่วงวัย

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมได้แบ่งกิจกรรมที่ “เหมาะสมที่สุด” และ “ได้ผลดีที่สุด” สำหรับแต่ละช่วงวัย มาให้คุณพ่อคุณแม่เลือกใช้ดังนี้ครับ:

👶 วัย 0 – 2 ปี: วัยแห่งการ “ฟังและซึมซับ” (Absorbing Phase)

ในวัยนี้ เด็กยังพูดไม่ได้เป็นประโยค แต่สมองกำลังเก็บข้อมูลมหาศาล

  • เป้าหมาย: สร้างความคุ้นเคยกับเสียง (Sounds) ของภาษาอังกฤษ
  • กิจกรรมแนะนำ:
    • Baby Talk (Narrating Life):
      • พ่อแม่พูดบรรยายสิ่งที่ทำเป็นภาษาอังกฤษสั้นๆ เช่น “It’s milk time!” หรือ “Look at the doggy.”
    • Nursery Rhymes:
      • เปิดเพลงเด็กภาษาอังกฤษ (เช่น Super Simple Songs) คลอเบาๆ ตลอดวัน จังหวะดนตรีช่วยให้จำศัพท์ง่าย
    • Touch and Feel Books:
      • ใช้นิทานภาพที่มีผิวสัมผัส อ่านชื่อสิ่งของให้ลูกฟังพร้อมจับมือลูกไปสัมผัส

👦 วัย 3 – 5 ปี: วัยแห่งการ “เลียนแบบและเล่นสนุก” (Mimicking & Play Phase)

วัยอนุบาลเป็นวัยช่างพูดและชอบเล่น เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเริ่ม Phonics

  • เป้าหมาย: เริ่มออกเสียงคำศัพท์และเข้าใจความหมายผ่านการเล่น
  • กิจกรรมแนะนำ:
    • Phonics Games:
      • เริ่มสอนเสียงตัวอักษร A-Z (เช่น A = แอะ, B = เบอะ) ผ่านเพลงและการ์ดรูปภาพ
    • Role Play:
      • เล่นบทบาทสมมติ เช่น เล่นขายของ (Supermarket) หรือหาหมอ (Doctor) โดยใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษ
    • Flashcard Hunt:
      • ซ่อนบัตรคำศัพท์ไว้ตามจุดต่างๆ ในบ้าน แล้วให้ลูกไปหาตามคำสั่ง “Find the Apple!”

🧒 วัย 6 – 9 ปี: วัยแห่งการ “อ่านและสร้างความมั่นใจ” (Reading & Confidence Phase)

วัยประถมต้นเริ่มมีตรรกะและความคิดซับซ้อนขึ้น เริ่มอ่านเขียนได้

  • เป้าหมาย: อ่านคำง่ายๆ ได้เอง (Decoding) และกล้าพูดประโยคสั้นๆ
  • กิจกรรมแนะนำ:
    • Sight Words:
      • ฝึกจำคำศัพท์ที่พบบ่อย (เช่น the, is, and, to) เพื่อให้อ่านหนังสือได้ลื่นไหล
    • Graded Readers:
      • ให้อ่านหนังสือนิทานที่แบ่งระดับความยากง่าย (Leveled Books) เพื่อสร้างความภูมิใจเมื่ออ่านจบเล่ม
    • Watch Cartoons (No Subtitles):
      • ให้ดูการ์ตูนภาษาอังกฤษที่ชอบ โดยไม่ต้องเปิดซับไทย เพื่อฝึกทักษะการฟังจับใจความ

🧑 วัย 10+ ปี: วัยแห่งการ “ใช้งานจริงตามความชอบ” (Application & Interest Phase)

เด็กโตเริ่มมีความสนใจเฉพาะตัว ใช้ภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงสิ่งที่ชอบ

  • เป้าหมาย: ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารและหาความรู้
  • กิจกรรมแนะนำ:
    • Gamification:
      • เรียนรู้ศัพท์ผ่านวิดีโอเกม (เช่น Minecraft, Roblox) ที่ต้องสื่อสารกับผู้เล่นอื่น
    • Movies & Music:
      • ดูหนัง Soundtrack หรือแปลเพลงสากลที่ชอบ
    • Social Learning:
      • เข้าค่ายภาษาอังกฤษ หรือเรียนรู้ผ่านแอปพลิเคชันที่ได้คุยกับชาวต่างชาติ

9 วิธี สอนภาษาอังกฤษเด็ก เริ่มต้นจากศูนย์ (ฉบับปฏิบัติจริง)

เมื่อทราบช่วงวัยแล้ว นี่คือ 9 วิธีหลักที่คุณพ่อคุณแม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับกิจกรรมข้างต้นได้ทันทีครับ:

1. ปรับทัศนคติ (Mindset): ภาษาอังกฤษคือ “เรื่องสนุก” ไม่ใช่ “การบ้าน”

ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดไม่ใช่หนังสือเรียน แต่คือ “ความรู้สึก” ของลูก หากเริ่มต้นด้วยการบังคับ คัดลายมือ หรือท่องศัพท์เครียดๆ เด็กจะสร้างกำแพงกั้นการเรียนรู้ (Mental Block) ทันที

  • Play-Based Learning:
    • ทำให้การเรียนภาษาเป็นเรื่องเล่น
  • No Pressure:
    • ห้ามดุ ห้ามตี หรือแสดงความผิดหวังเมื่อลูกพูดผิดเด็ดขาด
  • Celebrate Small Wins:
    • ชมเชยทุกครั้งที่ลูกพยายามพูด หรือจำคำศัพท์ง่ายๆ ได้

2. ใช้เทคนิค TPR (Total Physical Response): พูดไป ทำท่าไป

สำหรับเด็กที่ไม่มีพื้นฐานเลย การแปลคำศัพท์เป็นภาษาไทย เป็นวิธีที่ล้าสมัย วิธีที่ดีที่สุดคือ TPR หรือการเชื่อมโยงภาษากับการกระทำ

  • หลักการ:
    • พ่อแม่พูดคำศัพท์พร้อมทำท่าทางประกอบทันที เช่น พูด “Jump!” พร้อมกระโดดให้ดู หรือ “Sleep” พร้อมทำท่านอน
  • ผลลัพธ์:
    • เด็กจะจำคำศัพท์ผ่าน “กล้ามเนื้อ” และ “ความรู้สึก” ซึ่งแม่นยำกว่าการท่องจำถึง 3 เท่า (ข้อมูลเกี่ยวกับ TPR Method: tpr-world.com)

3. สร้างสภาพแวดล้อมภาษาอังกฤษ (Immersion Environment)

อย่ารอให้ถึงโรงเรียนค่อยเจอภาษาอังกฤษ พ่อแม่สามารถเนรมิตบ้านให้เป็น Mini English World ได้ง่ายๆ เพราะ “ความถี่” (Frequency) สำคัญกว่า “ระยะเวลา”

  • Labeling:
    • เขียนคำศัพท์แปะไว้ตามของใช้ในบ้าน เช่น Door, Fridge, Table
  • English Corner:
    • จัดมุมหนังสือหรือของเล่นภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ
  • Routine:
    • สร้างกฎง่ายๆ เช่น “ในรถเราจะฟังเพลงภาษาอังกฤษเท่านั้น” หรือ “ตอนอาบน้ำเราจะพูดภาษาอังกฤษกัน”

4. เริ่มต้นด้วยการฟัง (The Power of Listening)

ตามทฤษฎี Input Hypothesis เด็กจะไม่สามารถ “พูด” ได้เลย หากไม่ได้รับการ “ฟัง” ที่มากพอ

  • Input แนะนำ:
    • นิทานเสียง (Audiobooks), เพลง Nursery Rhymes, หรือเสียงพ่อแม่พูดคุย
  • Silent Period:
    • เข้าใจว่าช่วงแรกเด็กอาจจะยังไม่พูดตอบโต้ (Silent Period) แต่สมองกำลังเก็บข้อมูล ขอให้พ่อแม่อดทนและทำต่อไปอย่างสม่ำเสมอ

5. เลิกท่อง A-B-C แบบเดิมๆ แล้วหันมาฝึก Phonics

ถ้าพ่อแม่อยากให้ลูกอ่านออกเขียนได้ไว ต้องเลิกสอนท่อง “เอ-แอนท์-มด” แล้วหันมาสอนระบบ Phonics (โฟนิคส์)

  • สอนเสียง ไม่ใช่สอนชื่อ:
    • สอนว่า A ออกเสียง “แอะ”, B ออกเสียง “เบอะ”
  • ผสมคำได้เอง:
    • เมื่อเด็กจำเสียงได้ เขาจะผสมคำว่า C-A-T (เคอะ-แอะ-เทอะ = แคท) ได้เองโดยไม่ต้องท่องจำ
  • ผลลัพธ์:
    • เด็กอ่านคำศัพท์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนได้ถูกต้อง ซึ่ง SpeakUp Language Center เน้นหลักสูตรนี้เป็นพิเศษ

6. นิทานก่อนนอน (Bedtime Stories) สร้างคลังศัพท์

ช่วงเวลาก่อนนอนคือ Golden Hour ที่สมองอยู่ในสภาวะผ่อนคลาย พร้อมรับข้อมูลใหม่ๆ

  • ดูรูปแล้วเล่า:
    • ไม่ต้องอ่านทุกตัวอักษร ให้ชี้ไปที่รูปภาพแล้วพูดคำศัพท์ง่ายๆ
  • ใส่อารมณ์:
    • น้ำเสียงที่ตื่นเต้น (Intonation) จะช่วยดึงดูดความสนใจ
  • อ่านเรื่องเดิมซ้ำๆ:
    • เด็กชอบความซ้ำจำเจ (Repetition) การอ่านเล่มเดิมซ้ำๆ จะช่วยให้เขาจำศัพท์ได้แม่นยำขึ้น

7. Screen Time อย่างชาญฉลาด (Quality over Quantity)

เปลี่ยนหน้าจอให้เป็นครูสอนภาษา โดยเลือกสื่อที่ถูกต้อง

  • Interactive Content:
    • เลือกการ์ตูนที่ชวนเด็กตอบโต้ เช่น Dora the Explorer หรือ Bluey
  • Co-Viewing:
    • พ่อแม่ควรนั่งดูด้วยและชวนคุย เช่น “What color is that?”
  • Limit Time:
    • จำกัดเวลาตามวัย เพื่อไม่ให้เสียสมาธิและสายตา

8. ใช้เกมและกิจกรรม (Gamification)

ธรรมชาติของเด็กคือ “การเล่น” หากเราเปลี่ยนบทเรียนให้เป็นเกม ความเบื่อหน่ายจะหายไปทันที

  • Simon Says:
    • เกมฝึกทักษะการฟังและทำตามคำสั่งร่างกาย
  • I Spy:
    • เกมทายสิ่งของจากลักษณะ เช่น “I spy with my little eye, something red.”
  • ประโยชน์:
    • กระตุ้นสารโดพามีนในสมอง ทำให้เด็กมีความสุขและจดจำสิ่งที่เรียนรู้ได้แม่นยำขึ้น

9. หาตัวช่วยมืออาชีพ (Professional Support) เพื่อผลลัพธ์ที่เร็วขึ้น

แม้พ่อแม่จะสอนเองได้ที่บ้าน แต่การมี “โรงเรียนสอนภาษาที่ดี” เข้ามาช่วยเสริม จะช่วยอุดช่องโหว่ได้ โดยเฉพาะเรื่อง สำเนียง (Accent) และ สังคม (Social Skills)

  • เมื่อไหร่ควรหาโรงเรียน?
    • เมื่อต้องการให้ลูกได้สำเนียงเป๊ะจาก Native Speaker หรือเมื่อพ่อแม่เริ่มตันกับเนื้อหาที่ยากขึ้น
  • เลือกสถาบันสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก ที่ไหนดี?
    • เลือกโรงเรียนที่เข้าใจเด็กไม่มีพื้นฐาน เช่น SpeakUp Language Center ที่ใช้กิจกรรมนำการเรียนรู้ (Play-based) ทำให้เด็กไม่รู้สึกว่ากำลังเรียน แต่กำลังเล่นสนุกกับภาษา

Overall Summary: ความสม่ำเสมอคือกุญแจสู่ความสำเร็จ

การสอนภาษาอังกฤษให้เด็กที่ไม่มีพื้นฐานเลย ไม่ใช่เรื่องที่ทำสำเร็จได้ในข้ามคืน แต่เป็นเหมือนการปลูกต้นไม้ที่ต้องรดน้ำพรวนดินทุกวัน หัวใจสำคัญคือการฉวยโอกาสในช่วง Golden Period (0-7 ปี) และเลือกกิจกรรมให้เหมาะกับพัฒนาการของวัย

สรุปสูตรสำเร็จง่ายๆ:

  • Start Early: เริ่มให้ไวที่สุด
  • Make if Fun: สนุกนำวิชาการ
  • Consistency: สม่ำเสมอทุกวัน
  • Right Method: ใช้ Phonics และการฟังเป็นหลัก

หากคุณพ่อคุณแม่ทำตาม 9 วิธีนี้อย่างต่อเนื่อง ผมมั่นใจว่าลูกของคุณจะสามารถก้าวข้ามกำแพงภาษาและเติบโตเป็นประชากรโลกที่มีคุณภาพได้อย่างแน่นอน และหากต้องการผู้ช่วยมืออาชีพที่จะมาเติมเต็มส่วนที่ขาด SpeakUp Language Center พร้อมเสมอที่จะเดินเคียงข้างคุณพ่อคุณแม่ครับ

Frequently Asked Questions (FAQ)

1. ถ้าลูกอายุเกิน 7 ขวบไปแล้ว (เลยช่วง Golden Period) ยังทันไหม?

ตอบ: ทันแน่นอนครับ! แม้ช่วง 0-7 ปีจะเป็นช่วงที่ไวที่สุด แต่สมองมนุษย์สามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต โดยเด็กโตมีข้อได้เปรียบที่ต่างออกไปดังนี้:

  • พลังแห่งตรรกะ (Logic & Rules): เด็กโต (8 ปีขึ้นไป) สมองส่วนเหตุผลพัฒนาแล้ว สามารถเรียนรู้ผ่านโครงสร้างไวยากรณ์ (Grammar) ได้รวดเร็วกว่าเด็กเล็ก
  • สมาธิที่ยาวนานกว่า (Focus): สามารถจดจ่อกับบทเรียนได้นานและลึกซึ้งกว่า
  • การปรับตัว: แม้อาจต้องใช้ความพยายามเรื่องสำเนียงมากกว่าเด็กเล็ก แต่ในแง่การสื่อสารให้รู้เรื่อง เด็กโตสามารถทำได้ดีเยี่ยมเช่นกัน
  • สรุป: ไม่มีคำว่าสายเกินไป “เริ่มวันนี้ ดีกว่าพรุ่งนี้” เสมอครับ

2. พ่อแม่พูดภาษาอังกฤษไม่ชัด จะทำให้ลูกติดสำเนียงผิดๆ ไหม?

ตอบ: นี่คือความกังวลอันดับหนึ่ง แต่ขอให้สบายใจได้ครับว่า “ไม่เป็นไร” เพราะ:

  • ลูกแยกแยะเสียงได้ (Sound Discrimination): หากลูกได้รับสื่ออื่นๆ เช่น เพลง, การ์ตูน หรือเรียนกับครู Native ที่โรงเรียน สมองลูกจะเปรียบเทียบและปรับจูนหาเสียงที่ถูกต้องได้เอง
  • ความมั่นใจสำคัญกว่า (Confidence over Accent): หากพ่อแม่ไม่กล้าพูดเพราะกลัวผิด ลูกก็จะซึมซับความกลัวนั้นไป แต่ถ้าพ่อแม่พูดด้วยความมั่นใจ ลูกก็จะกล้าพูดตาม
  • หน้าที่ที่แท้จริง: พ่อแม่มีหน้าที่เป็น “กองเชียร์” (Supporter) สร้างความสนุก ส่วนหน้าที่ “ต้นแบบสำเนียง” ปล่อยให้เป็นของสื่อและครูผู้เชี่ยวชาญครับ

3. สอนภาษาไทยกับอังกฤษพร้อมกัน ลูกจะสับสนไหม (Language Confusion)?

ตอบ: ความเข้าใจผิดเรื่องลูกสับสนเป็นเรื่องเก่าครับ งานวิจัยปัจจุบันยืนยันว่า การสอนสองภาษาไม่ทำให้สับสน แต่จะเกิดกระบวนการธรรมชาติ ดังนี้:

  • Code Mixing (การปนภาษา): ช่วงแรกเด็กอาจพูดไทยคำอังกฤษคำ ซึ่งเป็นเรื่อง “ปกติ” ของเด็กสองภาษา ไม่ใช่ความผิดปกติทางสมอง
  • การแยกแหมด (Mode Switching): เมื่อโตขึ้น (ประมาณ 3-4 ขวบ) สมองจะเริ่มแยกแยะได้เองว่าคุยกับใครต้องใช้ภาษาอะไร
  • ข้อดีระยะยาว: เด็ก Bilingual มักจะมีทักษะ Multi-tasking และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ดีกว่าเด็กภาษาเดียวด้วยซ้ำ

4. ลูกไม่ยอมพูดภาษาอังกฤษเลย เอาแต่เงียบ จะทำอย่างไร?

ตอบ: อาการนี้เรียกว่า “Silent Period” เป็นช่วงที่สมองกำลังทำงานหนักในการ “รับข้อมูล” (Input)

  • ห้ามบังคับ (Don’t Force): การคาดคั้นให้พูด จะสร้างความเครียดและทำให้ระยะ Silent Period ยาวนานขึ้น
  • สะสมคลังคำศัพท์: เด็กบางคนใช้เวลาฟังอย่างเดียวนาน 6 เดือน – 1 ปี ก่อนจะระเบิดพูดออกมาเป็นประโยค
  • ตรวจสอบความยาก: สิ่งที่สอนอาจจะยากเกินไป ลองลดระดับลงมาเป็นคำศัพท์เดี่ยวๆ หรือเรื่องใกล้ตัว
  • สร้างแรงจูงใจ: ใช้เกม หรือรางวัลเล็กๆ น้อยๆ เพื่อกระตุ้นให้อยากสื่อสาร แทนการสั่งให้พูด

5. จำเป็นต้องส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ไหม หรือเรียนแค่โรงเรียนสอนภาษาก็พอ?

ตอบ: ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและงบประมาณของแต่ละครอบครัวครับ

  • โรงเรียนอินเตอร์ (International School):
    • ข้อดี: ได้สิ่งแวดล้อมภาษา 100% ซึมซับวัฒนธรรมตะวันตกเต็มที่
    • ข้อพิจารณา: ค่าใช้จ่ายสูงมาก และอาจต้องเสริมภาษาไทยเพิ่ม
  • โรงเรียนสอนภาษาเสริม (Language School):
    • ข้อดี: ค่าใช้จ่ายคุ้มค่า, แก้ปัญหาได้ตรงจุด, เลือกเรียนเฉพาะเวลาว่างได้
    • ผลลัพธ์: เด็กที่เรียนโรงเรียนไทยแต่มาเรียนเสริมที่ SpeakUp Language Center อย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถมีทักษะภาษาอังกฤษระดับ Native ได้เช่นกัน
  • ทางสายกลาง: การเรียนโรงเรียนไทย (EP) ควบคู่กับการเรียนเสริม เป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงสุดและให้ผลลัพธ์ที่สมดุลครับ

Jiranan Suriwan

Jiranan Suriwan

Author