Table of Contents

https://speakuplanguagecenter.com/7-english-language-school-for-kids-in-bangyhai-bangbuathong-nonthaburi-area/

เจาะลึก 7 สถาบันสอนภาษาอังกฤษเด็ก ย่านบางใหญ่-บางบัวทอง-นนทบุรี ปี 2026

Table of Contents

สวัสดีคุณพ่อคุณแม่ย่านนนทบุรี บางใหญ่ และบางบัวทอง ในฐานะที่ปรึกษาด้านการศึกษาภาษาที่คลุกคลีกับการวิเคราะห์หลักสูตรเด็กมาอย่างยาวนาน เข้าใจดีว่า “ความกังวล” ของผู้ปกครองยุค 2026 ไม่ใช่แค่กลัวลูกเรียนไม่เก่ง แต่คือกลัวลูก “สื่อสารไม่ได้” และ “ขาดความมั่นใจ”

เรามักเจอปัญหาที่เรียกว่า “The Silent Period” หรือภาวะที่เด็กเข้าใจภาษาอังกฤษ ฟังรู้เรื่อง แต่ไม่กล้าพูดโต้ตอบ หรืออายที่จะออกเสียง ปัญหานี้ไม่ได้แก้ด้วยการท่องศัพท์หรือทำแบบฝึกหัดเยอะๆ แต่แก้ด้วย “Environment” (สภาพแวดล้อม) และ “Methodology” (วิธีการสอน) ที่กระตุ้นความกล้าแสดงออก (Assertiveness)

บทความนี้จึงขออาสาพาคุณพ่อคุณแม่ไปเจาะลึก 7 สถาบันสอนภาษาอังกฤษชั้นนำในโซน “บางใหญ่-บางบัวทอง-นนทบุรี” (โซน Central Westgate และใกล้เคียง) เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ ว่าแต่ละที่เหมาะกับใคร โดยเน้นที่ผลลัพธ์เรื่อง การสื่อสารและความมั่นใจ เป็นหลัก

โดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ:

ก่อนที่จะแนะนำสถาบันต่างๆ อยากให้วิเคราะห์ความต้องการ คุณพ่อคุณแม่ ก่อน

ก่อนจะไปดูรายชื่อโรงเรียน อยากให้คุณแม่ลองเช็กลิสต์ความต้องการของตัวเองและลูกรักก่อน เพราะ “โรงเรียนที่ดีที่สุด” อาจไม่มีจริง มีแต่ “โรงเรียนที่เหมาะกับลูกเราที่สุด”

  • Learning Style (จริตการเรียนรู้):
    • ลูกชอบกิจกรรมเคลื่อนไหว (Kinesthetic) หรือชอบนั่งนิ่งๆ เขียนอ่าน (Read/Write)?
  • Target Goal (เป้าหมาย):
    • ต้องการเน้นเกรดที่โรงเรียน (Academic) หรือต้องการให้ลูกพูดคล่อง สำเนียงดี กล้าคุยกับฝรั่ง (Communication & Confidence)?
  • Budget & Logistics (งบประมาณและการเดินทาง):
    • สะดวกรับส่งในห้างสรรพสินค้า หรือชอบโรงเรียนที่เป็น Standalone ที่จอดรถสะดวก?

Consultant’s Note: จากสถิติปี 2024-2025 พบว่าเด็กไทยที่เรียนเน้นวิชาการมากเกินไปในวัยประถมต้น มักจะมีทัศนคติต่อต้านการพูดภาษาอังกฤษในระยะยาว ดังนั้นการเลือกที่เรียนที่ “สนุก” และ “ไม่กดดัน” จึงเป็นหัวใจสำคัญ

ตารางเปรียบเทียบ 7 สถาบันที่เราแนะนำในย่านบางใหญ่-บางบัวทอง-นนทบุรี

เพื่อให้เห็นภาพรวม ได้สรุปข้อมูลเปรียบเทียบ 7 สถาบัน โดยเน้นที่รูปแบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก (Methodology), ขนาดชั้นเรียน (Class Size) ซึ่งส่งผลต่อโอกาสในการพูด และระดับราคา (Price Range)

สถาบัน (Institute)จุดเด่นหลัก (Key Strength)รูปแบบการสอน (Methodology)ขนาดห้อง (Class Size)เน้นความกล้าแสดงออกระดับราคา
1. Speak Up Language CenterConversation & PhonicsActivity-based Learningเล็ก (3-8 คน)สูงมาก (High)คุ้มค่า (Mid)
2. British CouncilมาตรฐานระดับโลกProject-basedกลาง (10-15 คน)สูง (High)สูง (High)
3. I Can Readการอ่านและการเขียนPhonics Focusedเล็ก-กลาง (6-10 คน)ปานกลาง (Medium)สูง (High)
4. Shane English Schoolครูเจ้าของภาษาทุกคนCommunicative Approachกลาง (8-12 คน)ปานกลาง-สูงปานกลาง-สูง
5. Kumonระเบียบวินัยและการอ่านSelf-Learning (Worksheet)รายบุคคล (ทำเอง)ต่ำ (เน้นวิชาการ)ประหยัด (Low)
6. Inlinguaการสนทนาเบื้องต้นDirect Methodกลาง (8-12 คน)ปานกลางสูง (High)
7. ECCหลักสูตรหลากหลายGeneral Englishกลาง-ใหญ่ปานกลางปานกลาง

วิเคราะห์เจาะลึกจุดแข็ง-จุดอ่อน ของแต่ละสถาบัน

ในส่วนนี้ จะขอวิเคราะห์เจาะลึกรายสถาบัน โดยเริ่มจาก Speak Up Language Center ซึ่งมีความโดดเด่นน่าสนใจในพื้นที่นี้ และตามด้วยสถาบันอื่นๆ เพื่อให้ท่านเปรียบเทียบได้อย่างเป็นธรรม

1. SpeakUp Language Center (สาขาบางใหญ่-บางบัวทอง-นนทบุรี)

Concept: “กล้าพูด สนุก มั่นใจ” (Confidence & Communication)

Website: https://speakuplanguagecenter.com/branch/bang-bua-thong-nonthaburi/

หากโจทย์ของคุณแม่คือ “อยากให้ลูกเลิกอาย และกล้าพูดภาษาอังกฤษ” ที่นี่คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุดในย่านนี้

  • Curriculum & Methodology:
    • SpeakUp Language Center ใช้แนวทางที่เรียกว่า Activity-based Learning ผสมผสานกับ Phonics ที่เข้มข้น จุดเด่นคือการไม่จับเด็กมานั่งท่องจำ แต่ให้เด็กเรียนรู้ผ่านกิจกรรม เกม และสถานการณ์จำลอง
    • หลักสูตรถูกออกแบบมาให้เด็ก “ต้องพูด” เพื่อทำกิจกรรมให้สำเร็จ ซึ่งเป็นการบังคับทางอ้อมที่ทำให้เด็กพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว (Subconscious Learning)
  • Teacher Quality:
    • ครูผู้สอนมีการคัดเลือกมาอย่างดี เน้นครูที่มีจิตวิทยาเด็กสูง เข้าใจธรรมชาติของเด็กไทยที่ขี้อาย ทำให้บรรยากาศในห้องเรียนเป็น Safe Zone ที่เด็กกล้าผิดพลาดได้โดยไม่โดนดุ
  • Class Size (จุดตายที่ทำให้ชนะขาด):
    • การจำกัดนักเรียนกลุ่มเล็ก (Small Group) 3 – 6 คน เท่านั้น ทำให้ครูดูแลได้ทั่วถึง 100% เด็กทุกคนมี “Airtime” หรือเวลาในการพูดเยอะมากเมื่อเทียบกับคลาสใหญ่

Pros (จุดเด่น):

  • เน้นแก้ Pain Point เรื่อง “ความกล้าแสดงออก” ได้ตรงจุดที่สุด
  • เด็กสนุกกับการเรียน ไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ (ลดความเครียดสะสม)
  • มีการวัดผลพัฒนาการรายบุคคลที่ชัดเจน ผู้ปกครองตรวจสอบได้
  • ราคาสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับจำนวนนักเรียนต่อห้องที่น้อย

Cons (ข้อสังเกต):

  • อาจจะไม่ใช่แนวทางสำหรับผู้ปกครองที่เน้นติวเข้มเพื่อสอบเข้าโรงเรียนวิชาการจ๋าๆ ในระยะสั้น แต่เหมาะมากสำหรับการปูพื้นฐานระยะยาว

Verdict (บทสรุป): เป็น Top Pick สำหรับเด็กยุคใหม่ที่ต้องการทักษะการสื่อสารจริง และต้องการสร้างทัศนคติที่ดีต่อภาษาอังกฤษตั้งแต่เริ่มต้น

2. British Council (สาขา Central Westgate)

Concept: World-Class English Expert

  • Analysis:สถาบันชื่อดังระดับโลก มาตรฐานการสอนสูงมาก ใช้แนวทาง Project-based Learning ที่ให้เด็กทำโครงงาน ซึ่งดีมากในการฝึกทักษะรอบด้านรวมถึง Critical Thinking
  • Pros: หลักสูตรแข็งแกร่ง น่าเชื่อถือ สื่อการสอนทันสมัย สถานที่สวยงาม
  • Cons: ราคาค่อนข้างสูง และจำนวนนักเรียนต่อห้องอาจจะเยอะกว่าสถาบันสอนเฉพาะทางบางแห่ง ทำให้เด็กขี้อายบางคนอาจจะไม่กล้าแย่งเพื่อนตอบ

3. I Can Read

Concept: Literacy Specialist (Phonics & Reading focus)

  • Analysis:ผู้เชี่ยวชาญด้าน Phonics และการอ่านเขียนโดยเฉพาะ ระบบการสอน Phonics ของที่นี่มีชื่อเสียงมาก เหมาะกับเด็กที่มีปัญหาเรื่องการสะกดคำ หรือต้องการปูพื้นฐานการอ่านให้แน่นปึ้ก
  • Pros: แก้ปัญหาเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ได้ดีมาก เป็นระบบ
  • Cons: อาจจะเน้นหนักไปทาง Academic Skills (อ่าน/เขียน) มากกว่า Conversation Skills ในช่วงแรก หากต้องการเน้นพูดโต้ตอบทันทีอาจจะต้องใช้เวลา

4. Shane English School

Concept: British English with Native Speakers

  • Analysis:เน้นครูเจ้าของภาษา (Native Speakers) มาตรฐานอังกฤษ เป็นโรงเรียนที่มีสาขาเยอะและเข้าถึงง่าย หลักสูตรมีความสมดุลระหว่าง ฟัง พูด อ่าน เขียน
  • Pros: ได้เรียนกับเจ้าของภาษาแน่นอน ได้สำเนียง British บรรยากาศเป็นกันเอง
  • Cons: บางครั้งการเปลี่ยนครูผู้สอนบ่อยอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องในการเรียนรู้ของเด็กเล็กที่ติดครู

5. Kumon (คุมอง)

Concept: Self-learning & Discipline

  • Analysis:คุมองไม่ใช่โรงเรียนสอนสนทนา แต่เป็นศูนย์ฝึกทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านแบบฝึกหัด (Worksheets) เน้นการอ่านจับใจความและไวยากรณ์
  • Pros: สร้างวินัยการเรียนที่ดีเยี่ยม เด็กจะมีทักษะการอ่าน (Reading Comprehension) ที่แข็งแรงมาก ค่าเรียนประหยัด
  • Cons: ไม่ช่วยเรื่องการพูด (Speaking) เด็กจะไม่ได้ฝึกสนทนากับใครเลย หากเป้าหมายคือการกล้าแสดงออก ที่นี่อาจจะไม่ตอบโจทย์

6. Inlingua

Concept: Language is for communication

  • Analysis:ใช้เทคนิค Direct Method คือสอนภาษาเป้าหมายโดยไม่ใช้ภาษาไทยเลย เน้นการพูดคุยโต้ตอบ แต่ส่วนใหญ่มักจะโดดเด่นในคอร์สผู้ใหญ่หรือเด็กโต
  • Pros: ได้ฝึกฟัง-พูดเยอะ หนังสือเรียนมีคุณภาพ
  • Cons: รูปแบบการสอนอาจจะดูเป็นผู้ใหญ่ (Academic) ไปนิดสำหรับเด็กเล็กๆ ที่ต้องการความสนุกสนานสูง

7. ECC

Concept: Time-tested Language Institute

  • Analysis:สถาบันที่อยู่คู่เมืองไทยมานาน มีหลักสูตรหลากหลายตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ เน้นความยืดหยุ่นและเข้าถึงง่าย
  • Pros: หาเรียนง่าย ราคาจับต้องได้ มีคอร์สติวเพิ่มเกรด
  • Cons: เนื่องจากเป็นสถาบันขนาดใหญ่ การควบคุมคุณภาพการสอนและบรรยากาศในแต่ละสาขาอาจมีความแตกต่างกันพอสมควร

บทสรุปคำแนะนำ

จากการวิเคราะห์สถาบันถ้าคุณพ่อ คุณแม่ ต้องการหาสถาบันสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กที่ไหนดี นั้น 7 แห่งในย่านบางใหญ่-บางบัวทอง-นนทบุรี ที่ดีสุด และเราขอสรุปคำแนะนำตาม “เป้าหมาย” ของคุณพ่อคุณแม่ดังนี้:

  1. ถ้าโจทย์คือ “อยากให้ลูกพูดได้ กล้าแสดงออก สำเนียงดี และมีความสุขกับการเรียน”:🏆 Highly Recommended: Speak Up Language Centerด้วยเหตุผลเรื่อง “Small Group Class” ที่ทำให้ลูกได้พูดจริง ไม่ใช่แค่นั่งฟัง และหลักสูตร Activity-based ที่ทำลายกำแพงความกลัวภาษาอังกฤษได้อย่างชะงัด เหมาะมากสำหรับเด็กเริ่มเรียน หรือเด็กที่เคยเรียนที่อื่นแล้วยังไม่กล้าพูด
  2. ถ้าโจทย์คือ “ต้องการความเป็นเลิศทางวิชาการ หรือเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ”:แนะนำ British Council หรือ I Can Read (ถ้าเน้นเรื่องการอ่านเขียนเป็นพิเศษ) เพราะมีความเข้มข้นทางวิชาการสูง
  3. ถ้าโจทย์คือ “เน้นสร้างสมาธิ วินัย และการอ่าน (โดยไม่เน้นพูด)”:แนะนำ Kumon เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าในการปูพื้นฐาน Grammar และ Reading

Consultant’s Final Thought:

ในวัยเด็ก (3-12 ปี) “ความมั่นใจ” (Confidence) สำคัญกว่า “ความถูกต้องทางไวยากรณ์” (Grammar Accuracy) ถ้าเด็กกล้าพูด เขาจะพัฒนาต่อได้เอง แต่ถ้าเขารู้ Grammar หมดแต่ไม่กล้าอ้าปากพูด การเรียนรู้นั้นแทบจะสูญเปล่า ดังนั้น เลือกว่าที่ไหนที่ทำให้ลูกคุณ “ยิ้ม” และ “ยอมพูด” นั่นคือที่ที่ดีที่สุด

นัดชดบรรยากาศ​ SpeakUp Langauge Center ได้ที่ 6 สาขากรุงเทพ และ ปริมณฑล ใกล้บ้าน

FAQ – คำถามที่พบบ่อย

เรียนภาษาอังกฤษแบบ Phonics จำเป็นไหม? ต่างจากแบบท่องจำอย่างไร?

จำเป็นมากในยุคปัจจุบัน และถือเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการอ่านเขียน

  • แบบเดิม (Whole Language): เราสอนให้เด็กจำคำศัพท์เป็นภาพ เช่น เห็นคำว่า CAT ก็จำว่าแปลว่าแมว แต่ถ้าไปเจอคำใหม่ๆ เด็กจะอ่านไม่ออก
  • แบบ Phonics: คือการเรียน “เสียงของตัวอักษร” และการผสมเสียง (Blending) เช่น C (เคอะ) – A (แอะ) – T (เทอะ) รวมเป็น CAT
  • ข้อดี: เมื่อเด็กเข้าใจหลักการถอดรหัสเสียง เขาจะสามารถอ่านคำศัพท์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนได้ถูกต้อง (Decoding) ทำให้การอ่านก้าวกระโดด และส่งผลดีต่อการออกเสียง (Pronunciation) ที่ชัดเจนด้วย สถาบันอย่าง Speak Up หรือ I Can Read จะให้ความสำคัญตรงนี้มาก

ครูต่างชาติ (Native) หรือครูไทย ดีกว่ากัน?

ไม่มีคำตอบตายตัว ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และวัยของเด็ก

  • ครู Native: ดีที่สุดในเรื่อง “สำเนียง” (Accent) และ “วัฒนธรรม” (Culture) เด็กจะชินกับเสียงที่แท้จริง เหมาะสำหรับการฝึก Listening & Speaking แต่ข้อเสียคือถ้าเด็กเล็กมากและไม่มีพื้นฐานเลย อาจเกิดความกลัวหรือไม่เข้าใจ
  • ครูไทย (ที่เก่งและสำเนียงดี): ดีในเรื่องการ “เข้าใจหัวอกเด็กไทย” รู้วิธีแก้ปัญหาจุดที่เด็กไทยมักงง และช่วยปรับพื้นฐานได้เร็ว
  • ข้อแนะนำ: สถาบันที่ดีมักจะผสมผสาน หรือใช้ครู Native ที่ผ่านการอบรมเรื่องการสอนเด็กมาโดยเฉพาะ เพื่อให้เข้าใจจิตวิทยาเด็ก ไม่ใช่แค่ฝรั่งใครก็ได้มาสอน

ควรเริ่มให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษเสริมตอนกี่ขวบ?

ในทางวิชาการ ช่วงวัยทองของการเรียนรู้ภาษา (Critical Period) คือตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 7 ขวบ

  • วัย 3-5 ขวบ: เป็นช่วงที่หูไวต่อเสียงมาก เหมาะแก่การปูพื้นฐาน Phonics และให้คุ้นเคยกับเสียงภาษาอังกฤษ (Familiarization) การเรียนช่วงนี้ควรเป็นแบบ Play-based หรือกิจกรรมสนุกสนาน ไม่ใช่การนั่งเขียน
  • วัย 6-9 ขวบ: เริ่มใส่วิชาการได้มากขึ้น ฝึกแต่งประโยค และการโต้ตอบที่ซับซ้อนขึ้น
  • สรุป: เริ่มได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี แต่ต้องเริ่มด้วย “ความสนุก” ห้ามยัดเยียด ถ้าเริ่มตอน 3 ขวบที่ Speak Up หรือโรงเรียนแนวกิจกรรม เด็กจะซึมซับภาษาไปเป็นธรรมชาติเหมือนภาษาแม่

เรียนเดี่ยว (Private) หรือเรียนกลุ่ม (Group) ดีกว่ากันสำหรับเด็กขี้อาย?

หลายคนคิดว่าเด็กขี้อายต้องเรียนเดี่ยว แต่ในมุมมอง Consultant ขอแนะนำ “กลุ่มเล็ก” (Small Group 3-6 คน) มากกว่า

  • เรียนเดี่ยว: เด็กอาจกดดันเพราะต้องจ้องตากับครูตลอดเวลา และขาดบรรยากาศการเล่นกับเพื่อน (Social Interaction) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก
  • เรียนกลุ่มใหญ่: เด็กขี้อายจะถูกกลืน ไม่กล้าพูด
  • เรียนกลุ่มเล็ก (ทางสายกลาง): ดีที่สุด เพราะเด็กมีเพื่อนช่วยตอบ ลดความประหม่า ได้เห็นเพื่อนทำผิดแล้วครูไม่ว่า ทำให้เขากล้าลองบ้าง และเกิดการแข่งขันเล็กๆ น้อยๆ (Healthy Competition) ในเกมการเรียนรู้ ซึ่งสถาบันอย่าง Speak Up ใช้โมเดลนี้และได้ผลดีมาก

ลูกเรียนมาหลายที่ ฟังรู้เรื่องแต่ไม่ยอมพูดโต้ตอบ (Silent Period) แก้ยังไง?

นี่คือปัญหาคลาสสิก สาเหตุหลักคือ “กลัวผิด” (Perfectionism/Anxiety)

บทบาทสถาบัน: ต้องหาสถาบันที่เน้น Activity-based Learning ที่เด็กต้องตะโกน เชียร์ หรือพูดเพื่อเล่นเกม จังหวะนั้นความกลัวจะหายไป เพราะสมองโฟกัสที่ “เกม” มากกว่า “ภาษา” เมื่อทำบ่อยๆ ความมั่นใจจะถูกสร้างขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ

วิธีแก้: ต้องเปลี่ยน “เวที” การแสดงออก หยุดถามคำถามปลายเปิดยากๆ เช่น “วันนี้เรียนอะไรมา?” แต่ให้เปลี่ยนเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือ เช่น ทำอาหาร, ประดิษฐ์ของเล่น, หรือเล่นบอร์ดเกม

Jiranan Suriwan

Jiranan Suriwan

Author