Table of Contents

https://speakuplanguagecenter.com/6-english-language-school-for-kids-in-rangsit-khlong-2-pathumthani/

6 สถาบันสอนภาษาอังกฤษเด็ก ย่านรังสิต-คลอง 2-ปทุมธานี ปี 2026

Table of Contents

พ่อแม่ผู้ปกครองย่านรังสิต ลำลูกกา และปทุมธานี เคยเจอปัญหานี้หรือไม่? ส่งลูกเรียนพิเศษภาษาอังกฤษมาหลายที่ หมดงบประมาณไปจำนวนมาก แต่พอเจอชาวต่างชาติจริงๆ น้องกลับ “ไม่กล้าพูด” หรือท่องศัพท์ได้แม่นยำแต่ไม่สามารถเรียบเรียงประโยคสื่อสารเองได้

จากการวิเคราะห์แนวโน้มการศึกษาในปี 2026 พบการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โลกยุค AI ไม่ได้ต้องการเพียงผู้ที่ “ทำข้อสอบถูก” อีกต่อไป แต่ต้องการทักษะที่ AI ทำแทนไม่ได้ นั่นคือ “ความมั่นใจในการสื่อสารและไหวพริบ”

บทความนี้ได้คัดเลือกและวิเคราะห์เจาะลึก 6 สถาบันสอนภาษาอังกฤษชั้นนำสำหรับเด็ก ในโซนรังสิต-คลอง 2 และปทุมธานี มาเปรียบเทียบจุดแข็ง-จุดอ่อน ตามหลักวิชาการและผลลัพธ์จริง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกสิ่งที่ “ใช่” ที่สุดสำหรับบุตรหลาน

โดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ:

วิเคราะห์ความต้องการก่อนเลือกโรงเรียน

ก่อนพิจารณารายชื่อโรงเรียน สิ่งสำคัญคือการสำรวจ “เป้าหมาย” ของครอบครัว เพราะไม่มีโรงเรียนใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน มีเพียงโรงเรียนที่ “เหมาะที่สุด” กับโจทย์ของแต่ละบ้าน

การแบ่งกลุ่มความต้องการของผู้ปกครองโซนรังสิต (Parent Personas):

  1. กลุ่มเน้นความกล้า (The Confidence Seeker):
    • Pain Point: ลูกขี้อาย กลัวชาวต่างชาติ รู้ศัพท์แต่ไม่กล้าเปล่งเสียง กลัวพูดผิด
    • Goal: ต้องการให้ลูกพูดได้เป็นธรรมชาติ กล้าแสดงออก สำเนียงดี
    • เหมาะกับ: โรงเรียนแนว Activity-based Learning ที่เน้นกิจกรรม
  2. กลุ่มเน้นวิชาการ (The Academic Focus):
    • Pain Point: ผลการเรียนที่โรงเรียนไม่น่าพอใจ หรือต้องการสอบเข้า ม.1/ม.4 โรงเรียนดังย่านปทุมธานี
    • Goal: ติวเข้มไวยากรณ์ (Grammar) เน้นเทคนิคทำข้อสอบ อ่านเขียนแม่นยำ
    • เหมาะกับ: โรงเรียนกวดวิชา หรือสถาบันที่เน้นวิชาการเข้มข้น
  3. กลุ่มปูพื้นฐานระยะยาว (The Foundation Builder):
    • Pain Point: ลูกยังเล็ก (วัยอนุบาล-ประถมต้น) ต้องการให้คุ้นเคยกับภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ
    • Goal: เรียนรู้ Phonics ออกเสียงชัดเจน สนุกกับการเรียน ไม่เครียด
    • เหมาะกับ: โรงเรียนที่เน้น Play-based และ Phonics

ตารางเปรียบเทียบ 6 สถาบันดัง

เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจน ตารางนี้สรุปข้อมูลสำคัญของ 6 สถาบันในย่านรังสิต-ปทุมธานี (ข้อมูลประมาณการปี 2026)

สถาบัน (ย่านรังสิต-ปทุมฯ)จุดเด่นหลัก (Core Strength)รูปแบบการสอนขนาดห้องเรียนระดับราคา (โดยประมาณ)เหมาะสำหรับ
1. Speak Up Language Center (คลอง 2)การสนทนา & ความกล้าแสดงออกActivity-based & Phonicsกลุ่มเล็ก Small Group 3 – 6 คนสมเหตุสมผลเน้นพูดจริง/แก้ความอาย
2. Inlingua (Future Park)มาตรฐานสากลหลักสูตรเมืองนอกกลุ่มกลางสูงผู้ที่ชอบแบรนด์อินเตอร์
3. Kumon (มีหลายสาขา)การอ่าน & วินัยSelf-learning (ทำแบบฝึกหัด)เรียนเดี่ยว (แต่ห้องรวม)ปานกลางเน้นพื้นฐานการอ่าน/เขียน
4. I Can Read (Future Park)การอ่านออกเสียง (Phonics)ระบบเฉพาะทางกลุ่มเล็กสูงแก้ปัญหาเด็กอ่านไม่ออก
5. ECC (Future Park/Zeer)ความหลากหลายผสมผสาน (ไทย+ฝรั่ง)กลุ่มใหญ่/กลางปานกลางพื้นฐานทั่วไป
6. Shane English Schoolครูเจ้าของภาษา (Native)เน้นความเป็นธรรมชาติกลุ่มเล็กสูงอยากได้สำเนียงเป๊ะ

เจาะลึกแต่ละสถาบัน ทั้งจุดแข็ง และจุดด้อย

ในส่วนนี้จะเป็นการวิเคราะห์เจาะลึกทีละสถาบัน โดยเน้นที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) ที่เกิดขึ้นกับตัวเด็กจริง

1. Speak Up Language Center ( ย่านรังสิต-คลอง 2-ปทุมธานี )

ตำแหน่ง: สถาบันที่เข้าใจเด็กไทย และเน้นผลลัพธ์เรื่อง “ความกล้าพูด”

Website: https://speakuplanguagecenter.com/branch/rangsit-khlongsong-pratumthani/

สถาบันนี้ตั้งอยู่ย่านคลอง 2 เดินทางสะดวกสำหรับผู้พักอาศัยย่านรังสิต-นครนายก จุดเด่นคือการวางตำแหน่งเป็น “พื้นที่สร้างความมั่นใจ” มากกว่าแค่โรงเรียนกวดวิชา

  • จุดแข็ง (Pros):
    • แก้ Pain Point เรื่องความกล้า เด็กขี้อาย:
      • หลักสูตรออกแบบมาเพื่อ “ปลดล็อก” เด็กขี้อายโดยเฉพาะ ครูใช้จิตวิทยาเชิงบวกกระตุ้นให้เด็กพูดโดยไม่กลัวผิด (Zero-judgment zone)
    • Activity-based Learning:
      • เน้นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม การเล่นบทบาทสมมติ (Role Play) ทำให้ภาษาซึมซับเข้าสู่ความจำระยะยาวได้ดีกว่าการท่องจำ
    • Small Group Focus:
      • เพียง 3 – 6 คน เท่านั้นการดูแลทั่วถึง ครูสามารถจดจำชื่อและนิสัยการเรียนรู้ของเด็กได้ทุกคน ทำให้ปรับวิธีสอนให้เข้ากับเด็กแต่ละคนได้ (Personalized)
    • Phonics ที่แข็งแรง:
      • ปูพื้นฐานการอ่านเขียนผ่านระบบเสียง ทำให้เด็กอ่านศัพท์ใหม่ๆ ได้เองโดยไม่ต้องท่องจำ
  • จุดที่ต้องพิจารณา (Cons):
    • หากผู้ปกครองต้องการเน้น “ติวข้อสอบเข้า” แบบเข้มข้นเพื่อเก็งข้อสอบ อาจจะไม่ตรงจริตเท่าโรงเรียนกวดวิชาเฉพาะทาง เพราะที่นี่เน้นทักษะชีวิต (Life Skills)
  • บทสรุป:
    • ตัวเลือกอันดับ 1 สำหรับผู้ปกครองที่ต้องการเห็นลูก “พูดภาษาอังกฤษได้จริง” และมีความสุขกับการไปเรียน

2. Inlingua (Future Park Rangsit)

ตำแหน่ง: แบรนด์อินเตอร์ มาตรฐานสูง

  • จุดแข็ง (Pros):
    • หลักสูตรเป็นมาตรฐานเดียวกับทั่วโลก มีความน่าเชื่อถือในเรื่องคุณภาพหนังสือและสื่อการสอน
    • ครูส่วนใหญ่เป็น Native Speaker ที่ผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์สากล
  • จุดที่ต้องพิจารณา (Cons):
    • ราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับชั่วโมงเรียน
    • ด้วยความเป็นองค์กรใหญ่ ความยืดหยุ่นในการปรับการสอนรายบุคคลอาจน้อยกว่าสถาบันขนาดเล็ก
  • บทสรุป: เหมาะกับครอบครัวที่มีงบประมาณสูง และต้องการความมั่นใจในชื่อเสียงแบรนด์ระดับโลก

3. Kumon (คุมอง)

ตำแหน่ง: สร้างวินัยและการเรียนรู้ด้วยตนเอง

  • จุดแข็ง (Pros):
    • สร้างวินัย (Discipline) ได้ดีเยี่ยม เด็กต้องทำการบ้านทุกวัน
    • พื้นฐาน Grammar และ Reading จะแน่นมาก เพราะเน้นการทำซ้ำจนชำนาญ
  • จุดที่ต้องพิจารณา (Cons):
    • ขาดทักษะการพูด (Speaking): ระบบเน้นการทำแบบฝึกหัด (Paper-based) โอกาสในการสนทนาโต้ตอบมีน้อย
    • เด็กบางคนอาจเกิดความเครียด หรือเบื่อหน่ายจากการทำแบบฝึกหัดปริมาณมาก
  • บทสรุป: เหมาะสำหรับเสริมทักษะการอ่านเขียนและสร้างสมาธิ แต่ ไม่ตอบโจทย์ หากเป้าหมายคือการสื่อสารและการพูด

4. I Can Read

ตำแหน่ง: ผู้เชี่ยวชาญด้าน Phonics

  • จุดแข็ง (Pros):
    • แก้ปัญหาเด็ก “อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้” ได้ตรงจุด
    • มีระบบ Phonics ที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะ ซึ่งเห็นผลลัพธ์ชัดเจนในเรื่องการอ่าน
  • จุดที่ต้องพิจารณา (Cons):
    • เน้นหนักไปที่ Literacy (การอ่านเขียน) ในช่วงแรก อาจจะไม่ได้เน้น Conversation ในสถานการณ์จริงเท่ากับสถาบันที่เน้นกิจกรรม
  • บทสรุป: เหมาะกับเด็กที่มีปัญหาเรื่องการสะกดคำ หรือเตรียมสอบเข้าโรงเรียนอินเตอร์ที่ต้องสอบวัดระดับการอ่าน

5. ECC

ตำแหน่ง: สถาบันที่อยู่คู่เมืองไทยมานาน

  • จุดแข็ง (Pros):
    • สาขาเยอะ เข้าถึงง่าย มีหลายหลักสูตรให้เลือก
    • มีทั้งครูไทยและต่างชาติให้เลือกตามความเหมาะสม
  • จุดที่ต้องพิจารณา (Cons):
    • รูปแบบการสอนอาจจะดู Traditional (ดั้งเดิม) เมื่อเทียบกับสถาบันใหม่ๆ
    • จำนวนนักเรียนต่อห้องอาจจะเยอะในบางคลาส
  • บทสรุป: ทางเลือกที่ปลอดภัย (Safe Choice) สำหรับผู้ปกครองที่ต้องการปูพื้นฐานทั่วไป

6. Shane English School

ตำแหน่ง: บรรยากาศแบบอังกฤษ

  • จุดแข็ง (Pros):
    • ใช้ครูเจ้าของภาษา (ส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษ) ได้สำเนียง British
    • บรรยากาศการเรียนมีความเป็นกันเอง
  • จุดที่ต้องพิจารณา (Cons):
    • สาขาอาจจะไม่ครอบคลุมเท่าแบรนด์ใหญ่อื่นๆ
    • ราคาค่อนข้างสูง
  • บทสรุป: เหมาะกับคนที่ชื่นชอบสำเนียง British และต้องการเรียนกับ Native Speaker

บทสรุปเลือกที่ไหนดี?

จากการวิเคราะห์โดยคำนึงถึงบริบทของปี 2026 การเรียนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กที่ไหนดี นั้นที่ต้องทำให้เด็กสามารถกล้าที่จะแสดงออกได้ และกล้าพูด กล้าเล่น ถึงจะมีคุณภาพที่ดีในช่วงวัยของเด็กๆ

ข้อเสนอแนะในการเลือกสถาบัน มีดังนี้:

  1. The Winner (ชนะเลิศด้านความคุ้มค่าและผลลัพธ์): หากเป้าหมายคือต้องการให้ลูก “เลิกอาย และ พูดได้จริง” ขอแนะนำ Speak Up Language Center
    • เหตุผล: การเรียนภาษาที่ดีที่สุดสำหรับเด็กคือ “ความสนุก” และ “ความกล้า” ที่นี่ตอบโจทย์เรื่องการดูแลใส่ใจรายบุคคล (Individual Attention) และหลักสูตรมีความยืดหยุ่น ทันสมัย เข้าใจธรรมชาติของเด็กไทย
  2. Runner-up (ทางเลือกสำหรับสายวิชาการ): หากลูกต้องสอบเข้าโรงเรียนที่เน้นวิชาการเข้มข้น หรือมีปัญหาเรื่องสมาธิ อยากฝึกให้นิ่งขึ้น Kumon เป็นตัวเลือกที่ดีในการฝึกวินัย (แนะนำให้เรียนควบคู่กับสถาบันเน้นพูดเพื่อความสมดุล)
  3. Special Mention (สำหรับสายอินเตอร์): หากต้องการแบรนด์ที่คนรู้จักทั่วโลก และงบประมาณพร้อม Inlingua หรือ Shane เป็นตัวเลือกที่ได้มาตรฐานสากล

นัดชดบรรยากาศการสอนได้ที่ 6 สาขากรุงเทพ และ ปริมณฑล ใกล้บ้าน

FAQ

ลูกเป็นเด็กขี้อายมาก ไม่กล้าคุยกับชาวต่างชาติเลย ควรเริ่มเรียนที่ไหนดี?

สำหรับเด็กขี้อาย (Introvert/Shy Kids) สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ “ความรู้” แต่คือ “บรรยากาศที่ปลอดภัย” (Psychological Safety)

  • ข้อควรระวัง: หลีกเลี่ยงการเรียนกลุ่มใหญ่ หรือการเรียนที่เน้นการจับผิด เพราะจะยิ่งทำให้เด็กขาดความมั่นใจ
  • คำแนะนำ: ควรเลือกสถาบันที่เน้น Activity-based Learning และ Small Group เช่น Speak Up Language Center เพราะครูจะมีเวลาละลายพฤติกรรม (Ice Breaking) และใช้เกมดึงความสนใจ เทคนิคนี้ช่วยให้เด็กเรียนรู้ผ่านจิตใต้สำนึก (Subconscious Learning) และกล้าแสดงออกโดยไม่รู้ตัว

เรียนกับ “ครูเจ้าของภาษา” (Native) หรือ “ครูไทย” แบบไหนดีกว่า?

คำตอบขึ้นอยู่กับ “วัตถุประสงค์และวัย”

  • เด็กเล็ก (3-7 ปี) หรือผู้เริ่มต้น: การเรียนกับ ครูเจ้าของภาษา ดีที่สุดสำหรับการสร้าง “คลังเสียง” (Phonimic Awareness) เด็กจะเลียนแบบสำเนียงได้เป็นธรรมชาติ
  • เด็กโต หรือเน้นติวสอบ: ครูไทย ที่เชี่ยวชาญอาจเหมาะสมกว่าในการอธิบายกฎไวยากรณ์ที่ซับซ้อน หรือเทคนิคการทำข้อสอบ
  • ทางสายกลาง: สถาบันสมัยใหม่มักใช้โมเดลผสมผสาน เพื่อให้เด็กได้ทั้งความกล้าและสำเนียงที่ถูกต้อง

Phonics จำเป็นไหม?

จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะการเรียนแบบ “จำทั้งคำ” แบบเดิมมีข้อจำกัด

  • Phonics คือ: การเรียนรู้ “เสียงของตัวอักษร” เมื่อเด็กรู้เสียง จะสามารถผสมคำ (Blend) ได้เองมหาศาล
  • ผลลัพธ์: เด็กที่เรียน Phonics จะมีทักษะการอ่าน (Reading Literacy) ก้าวกระโดด และออกเสียง (Pronunciation) ชัดเจน โดยเฉพาะเสียงท้ายคำ (Ending Sounds) ที่มักเป็นปัญหาของเด็กไทย

เริ่มเรียนภาษาอังกฤษตอนกี่ขวบดีที่สุด?

ตามทฤษฎีหน้าต่างแห่งโอกาส (Window of Opportunity) ช่วงเวลาทองคือ แรกเกิด – 7 ขวบ

  • 0-3 ขวบ: สมองรับเสียงได้ทุกภาษา เน้นฟังเพลง นิทาน หรือ Playgroup
  • 4-7 ขวบ: ช่วงเหมาะสมที่สุดในการเริ่มเรียนแบบมีโครงสร้าง (Phonics & Conversation) เพราะกล้ามเนื้อปากและลิ้นยังปรับได้ง่าย
  • สรุป: เริ่มเร็วได้เปรียบกว่า แต่ต้องเริ่มด้วยความ “สนุก” ไม่ใช่การยัดเยียด

เรียนสัปดาห์ละ 1 ครั้ง (ครั้งละ 1-2 ชม.) จะได้ผลจริงหรือไม่?

หากเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว “ไม่เพียงพอ”

  • ปัจจัยความสำเร็จ: คือ Consistency (ความสม่ำเสมอ) สถาบันสอนภาษาทำหน้าที่ “จุดประกาย” และ “ให้เครื่องมือ”
  • สิ่งที่ต้องทำเพิ่ม: ผู้ปกครองควรสร้างสภาพแวดล้อมที่บ้าน (Home Environment) ให้สอดคล้อง เช่น ดูการ์ตูนภาษาอังกฤษ หรือทบทวนสิ่งที่เรียนมา เพื่อให้เกิดการสัมผัสภาษา (Exposure) อย่างต่อเนื่อง

Jiranan Suriwan

Jiranan Suriwan

Author