Table of Contents

10-best-english-language-school-for-kids

10 สถาบันสอนภาษาอังกฤษเด็ก ปี 2026

Table of Contents

“ปั้นเด็กกล้า กล้าพูด กล้าเล่น” ที่ไหนคุ้มค่าที่สุด?

คุณพ่อคุณแม่เคยเจอปัญหาเหล่านี้ไหม? ลูกเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เล็ก ท่องศัพท์ได้แม่น แกรมม่าเป๊ะ แต่พอเจอชาวต่างชาติกลับ “นิ่งเงียบ” หรือ “ไม่กล้าสบตา”?

ปัญหาโลกแตกของการศึกษาไทยไม่ใช่เด็ก “ไม่รู้” แต่คือเด็ก “ไม่กล้า” ในปี 2026 เทรนด์การเรียนรู้ได้เปลี่ยนจาก Academic Excellence (ความเป็นเลิศทางวิชาการ) ไปสู่ Communication Confidence (ความมั่นใจในการสื่อสาร)

วิเคราะห์ 10 สถาบันสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก ที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2026 โดยใช้เกณฑ์เรื่อง “ความกล้าแสดงออก” และ “กระบวนการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติ” มาเป็นตัวชี้วัดหลัก เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ดีที่สุดเพื่ออนาคตของน้องๆ 

โดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ:

วิเคราะห์ความต้องการของคุณพ่อ คุณแม่ ก่อนเลือกสถาบัน

ก่อนจะไปดูรายชื่อสถาบัน เราต้องถอดรหัสความต้องการของลูกน้อยและเป้าหมายของครอบครัวกันก่อนเพราะ “โรงเรียนที่ดีที่สุด” ไม่มีอยู่จริง มีแต่ “โรงเรียนที่เหมาะกับลูกเราที่สุด”

1. ช่วงอายุ (Age Group)

  • Toddler (1.5 – 2.5 ขวบ): วัยนี้ต้องการการเรียนรู้ผ่าน “ประสาทสัมผัส” (Sensory Play) เน้นการเคลื่อนไหว หยิบจับ ลองทำ
  • Nursery (2.6 – 3.11 ขวบ): วัยนี้ยังต้องการการเรียนรู้ผ่านเล่น ทดลองทำ มีบทบาทสมมุติ
  • Kindergarten (4 – 6 ขวบ): วัยแห่งการเลียนแบบ ต้องการสิ่งแวดล้อมที่พูดภาษาอังกฤษตลอดเวลา (Immersive Environment)
  • School Age (7 – 12 ขวบ): เริ่มมีความคิดซับซ้อน ต้องการการโต้ตอบ การแสดงความคิดเห็น และความสนุกเพื่อไม่ให้เบื่อ

2. เป้าหมาย (Goals)

  • สายวิชาการ (Academic): เน้นสอบเข้า เกรดที่โรงเรียน (ต้องเลือกสถาบันที่มีโครงสร้างหลักสูตรแข็งแรง)
  • สายธรรมชาติ (Natural approach): เน้นฟัง-พูด ใช้ในชีวิตจริง (ต้องเลือกสถาบันที่เน้น Activity-based)
  • สายแก้ปัญหาน้องไม่กล้าพูด (Confidence Building): สำหรับน้องที่ขี้อาย ไม่กล้าพูด (ต้องเลือกสถาบันที่เน้นกลุ่มเล็ก หรือ Small Group)

3. งบประมาณ (Budget Planning)

การเรียนภาษาคือการลงทุนระยะยาว (Marathon, not a sprint) ควรวางแผนงบประมาณที่สามารถส่งน้องเรียนต่อเนื่องได้อย่างน้อย 1-2 ปี เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

ตารางเปรียบเทียบ

เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เห็นภาพรวม ผมสรุปข้อมูลสำคัญมาให้ในตารางนี้:

สถาบัน (Institute)จุดเด่นหลัก (Key Strength)รูปแบบการสอน (Style)ขนาดห้อง (Class Size)ระดับราคา (Price Range)ความเหมาะกับเด็กขี้อาย
SpeakUp Language Center“ปั้นเด็กกล้า กล้าพูด กล้าเล่น”Play & Proud Activity-Based
เล็ก (3-6 คนต่อห้อง)ปานกลาง-คุ้มค่า⭐⭐⭐⭐⭐ (ดีมาก)
British Council“วิชาการแข็งแกร่ง”Academicกลาง (10-12 คน)สูง (High)⭐⭐⭐
Helen Doron“เด็กเล็ก/ดนตรี”Sensory/Musicเล็ก-กลางสูง (High)⭐⭐⭐⭐
Modulo“ยืดหยุ่นสูง”Customizedเดี่ยว/กลุ่มเล็กสูง (High)⭐⭐⭐⭐
AUA“ราคาประหยัด”Traditionalใหญ่ (15+ คน)ประหยัด (Low)⭐⭐
Globish Kids“สะดวก/ออนไลน์”1-on-1 Onlineเดี่ยว (1-on-1)ปานกลาง⭐⭐⭐
Shane English“สาขาเยอะ/ครูฝรั่ง”Conversationกลางปานกลาง⭐⭐⭐

เจาะลึก 10 สถาบันสอนภาษาอังกฤษเด็ก ปี 2026 ที่เน้น “ปั้นเด็กกล้า กล้าพูด กล้าเล่น”

1. SpeakUp Language Center (สถาบันแนะนำเพื่อความกล้าแสดงออก)

จุดเด่น: “Play & Proud, Activity-Based ”

นี่คือสถาบันที่แก้ Pain Point เรื่อง “ความกล้า” ได้ตรงจุดที่สุดแห่งหนึ่งในไทย SpeakUp Language Center ไม่ได้เน้นแค่การท่องจำตำรา แต่เน้นการสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Psychological Safety) ให้เด็กๆ กล้าที่จะ “เปล่งเสียง / พูดตาม” 

แนวทางการสอน:

  • ใช้หลักการ Activity-Based Learning ที่สร้างความสนุกสนานให้กับน้องๆในการเรียน
  • การดูแลแบบกลุ่มเล็ก จำนวน 3 – 6 คนต่อห้อง (Small Group) ทำให้น้องๆ ทุกคนได้รับความสนใจอย่างทั่วถึง
  • ครูผู้สอนมีจิตวิทยาในการกระตุ้นให้น้องที่ขี้อายกล้าพูดโดยไม่รู้ตัว ผ่านเกม บทบาทสมมติ และกิจกรรมที่สนุกจนลืมว่ากำลังเรียน
  • เหมาะกับใคร:
    • น้องๆ เด็กเล็ก ที่ขี้อาย
    • ไม่กล้าเข้าสังคม
    • ขาดความมั่นใจ
    • หรือคุณพ่อคุณแม่ที่อยากเห็นลูกพูดภาษาอังกฤษอย่างเป็นธรรมชาติ สนุก และ ไม่เครียด
  • ความคุ้มค่า: สูงมาก เมื่อเทียบกับการดูแลที่ใกล้ชิดและพัฒนาการด้านความมั่นใจที่วัดผลได้
  • จุดเด่นที่น่าสนใจ: เล่นกลุ่มเล็ก เพียง 3 – 6 คนต่อห้อง และมี CCTV ทุกห้องทำให้เชื่อมั้นในความปลอดภัยของลูกๆ

2. British Council

จุดเด่น: “The Gold Standard of Academics”

สถาบันระดับโลกที่มีมาตรฐานหลักสูตรแข็งแกร่งที่สุด

  • แนวทางการสอน: เน้นหลักสูตร Literacy ที่เป็นระบบ มีสื่อการสอนระดับโลก แต่บรรยากาศอาจจะมีความเป็น “ห้องเรียน” มากกว่าสถาบันแนวทางเลือก
  • ข้อสังเกต: ราคาสูง และอาจจะดูเป็นวิชาการไปนิดสำหรับน้องๆ เด็กเล็ก ที่ต้องการความสนุกแบบสุดเหวี่ยง

3. Helen Doron English

จุดเด่น: “Music & Natural Learning”

โดดเด่นเรื่องการสอนเด็กเล็กผ่านดนตรีและจังหวะ

  • แนวทางการสอน: ใช้เทคนิคการเรียนรู้ภาษาแม่ (Mother Tongue Approach) เน้นการฟังซ้ำๆ และร้องเพลง เหมาะมากสำหรับเด็กเล็ก (Toddlers)
  • ข้อสังเกต: รูปแบบการสอนมีความเฉพาะตัวสูง เด็กโตอาจจะรู้สึกว่า “เด็ก” เกินไปในบางเลเวล

4. Modulo Language School

จุดเด่น: “Customized Learning”

เด่นเรื่องความยืดหยุ่นและการออกแบบคอร์สเฉพาะบุคคล

  • แนวทางการสอน: สามารถเลือกเรียนแบบตัวต่อตัว (Private) ได้ดี เลือกครูได้ เหมาะกับน้องที่มีเป้าหมายเฉพาะเจาะจง
  • ข้อสังเกต: ถ้าน้องชอบเพื่อนเยอะๆ หรือบรรยากาศแบบเข้าสังคม อาจจะเหงาหน่อยถ้าเรียนแบบเดี่ยว

5. Shane English School

จุดเด่น: “Native Teachers Everywhere”

มีสาขาเยอะ เข้าถึงง่าย เน้นครูเจ้าของภาษา

  • แนวทางการสอน: ใช้ระบบหมุนเวียนครูต่างชาติ เพื่อให้เด็กคุ้นเคยกับสำเนียงที่หลากหลาย เน้น Conversation พื้นฐาน
  • ข้อสังเกต: จำนวนนักเรียนต่อห้องในบางสาขาอาจจะเยอะ ทำให้การดูแลอาจไม่ทั่วถึงเท่ากลุ่มเล็ก

6. AUA Language Center

จุดเด่น: “Budget Friendly”

สถาบันเก่าแก่ที่ราคาเข้าถึงง่ายที่สุด

  • แนวทางการสอน: เน้นการเรียนรู้แบบค่อยเป็นค่อยไป บรรยากาศเป็นกันเอง ไม่กดดัน
  • ข้อสังเกต: จำนวนนักเรียนต่อห้องค่อนข้างเยอะ (อาจถึง 15-20 คน) ทำให้อาจไม่ได้พูดทุกคน เหมาะกับน้องที่พื้นฐานดีอยู่แล้วระดับหนึ่ง

7. Globish Kids (Online)

จุดเด่น: “Convenience & Live Interaction”

เรียนสดออนไลน์ ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

  • แนวทางการสอน: เรียนผ่านวิดีโอคอลตัวต่อตัวกับโค้ชชาวต่างชาติ สะดวก ไม่ต้องเดินทาง
  • ข้อสังเกต: ขาดปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพ (Physical Interaction) และการเล่นกับเพื่อน ซึ่งสำคัญมากสำหรับพัฒนาการทางสังคมของเด็กเล็ก

8. PalFish (App)

จุดเด่น: “Gamification”

แอปพลิเคชันเรียนภาษาที่เน้นความสนุกเหมือนเล่นเกม

  • แนวทางการสอน: ใช้กราฟิก การ์ตูน และระบบให้รางวัล เพื่อดึงดูดความสนใจเด็ก
  • ข้อสังเกต: เหมาะเป็นตัวเสริม (Supplement) มากกว่าตัวหลัก เพราะความต่อเนื่องและความลึกของหลักสูตรอาจไม่เท่าโรงเรียน

9. Inlingua

จุดเด่น: “Speaking Focus”

เน้นทักษะการพูดโดยเฉพาะ ไม่เน้นแกรมม่าในเลเวลต้น

  • แนวทางการสอน: ใช้หนังสือและหลักสูตรของตัวเองที่เน้นการโต้ตอบ
  • ข้อสังเกต: สาขาอาจจะกระจุกตัวอยู่ในห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ

10. EduFirst

จุดเด่น: “Small Group Guarantee”

เน้นกลุ่มเล็กและการรับรองผล

  • แนวทางการสอน: พยายามจัดกลุ่มนักเรียนให้น้อย เพื่อให้ครูดูแลทั่วถึง
  • ข้อสังเกต: สไตล์การสอนอาจจะผสมผสานความเป็นติวเตอร์และการเรียนภาษาเข้าด้วยกัน

เจาะลึกจุดแข็ง-จุดอ่อน

การเลือกโรงเรียนต้องมองให้รอบด้านครบทุกมุม:

กลุ่มเน้นความมั่นใจและกิจกรรม (SpeakUp Language Center)

  • ข้อดี: แก้ปัญหาเด็กไทยได้ตรงจุดที่สุด คือเรื่อง “ความกล้า” การเรียนกลุ่มเล็กทำให้เด็กทุกคน “ต้องพูด” และครูสามารถปรับวิธีเข้าหาเด็กแต่ละคนได้ บรรยากาศสนุกทำให้เด็กรักภาษาอังกฤษ
  • ข้อสังเกต: อาจจะไม่ใช่ทางเลือกสำหรับผู้ปกครองที่ต้องการเห็นลูกนั่งทำแบบฝึกหัดแกรมม่าเยอะๆ หรือเน้นติวเข้มเพื่อสอบแข่งขันในระยะสั้น

กลุ่มเน้นวิชาการ (British Council, Shane)

  • ข้อดี: หลักสูตรมีมาตรฐานสากล มั่นใจได้ในคุณภาพครูและสื่อการสอน ปูพื้นฐานการอ่านเขียน (Literacy) ได้ดี
  • ข้อสังเกต: ความเคร่งครัดทางวิชาการอาจทำให้เด็กบางคนเครียด หรือรู้สึกเหมือนไปโรงเรียนซ้ำสอง ราคาค่อนข้างสูง

กลุ่มออนไลน์ (Globish, PalFish)

  • ข้อดี: ประหยัดเวลาเดินทาง สะดวก เลือกเวลาเรียนเองได้ ราคาต่อครั้งดูเหมือนไม่แพง
  • ข้อสังเกต: เด็กเล็ก (ต่ำกว่า 7 ขวบ) อาจมีสมาธิอยู่หน้าจอยาก และขาดการพัฒนาทักษะทางสังคม (Social Skills) ที่ได้จากการเล่นกับเพื่อน

บทสรุป และคำแนะนำ

จาวิเคราะห์สถาบันสอนภกการาษาอังกฤษสำหรับเด็กในปี 2026 ทั้ง 10 แห่ง ได้ข้อสรุปดังนี้:

  1. The Best for Confidence & Speaking (ดีที่สุดเพื่อความกล้าแสดงออก):
    หากลูกของคุณ “รู้ศัพท์แต่ไม่กล้าพูด” หรือ “ขี้อาย” ขอแนะนำ SpeakUp Language Center เป็นอันดับหนึ่ง เพราะหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อทลายกำแพงความกลัว ผสมผสานกับความสนุก กล้าพูด กล้าเล่น จะช่วยปลดล็อกศักยภาพของน้องได้ดีที่สุด
  2. The Best for Academic Foundation (ดีที่สุดเพื่อพื้นฐานวิชาการ):
    หากเป้าหมายคือการเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ British Council ยังคงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด
  3. The Best for Budget & Convenience (ดีที่สุดเรื่องความคุ้มและสะดวก):
    หากต้องการความสะดวกและงบประมาณยืดหยุ่น การเรียนออนไลน์กับ Globish หรือเรียนที่ AUA เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน

FAQ คำถามที่พบบ่อย (10 คำถามยอดฮิต)

Q1: ควรเริ่มให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษเสริมตอนกี่ขวบดีที่สุด?

Answer: ช่วงเวลาทอง (Golden Period) ของการเรียนรู้ภาษาคือช่วง แรกเกิดถึง 7 ขวบ 

  • 0-3 ขวบ: สมองเปิดรับเสียงต่างๆ ได้ดีที่สุด หากิจกรรม เรียนภาษาเชิงเล่น ให้มากที่สุด
  • 3-6 ขวบ: เป็นวัยที่เหมาะสมที่สุดในการเริ่มเข้าคลาสกิจกรรม (Activity-based) เพราะกล้ามเนื้อมัดเล็กและทักษะสังคมเริ่มพร้อม การเริ่มตอนนี้จะทำให้เด็กคุ้นเคยกับสำเนียงและไม่ต่อต้านภาษาที่สอง
  • สรุป: ยิ่งเร็วยิ่งดี ทำให้เด็ก กล้าพูด กล้าเล่น สร้างรากฐานความชอบภาษาอังกฤษในระยะยาว

Q2: ลูกเป็นคนขี้อายมาก ไปเรียนแล้วจะไม่ยอมพูด กลัวเสียเงินฟรี ทำอย่างไรดี?

Answer: ความขี้อายแก้ได้ด้วย “สภาพแวดล้อมสนุก ผ่อนคลาย” ที่กระตุ้นให้เกินการเลียนแบบ การพูดตาม

  • เลือก Small Group: หลีกเลี่ยงห้องเรียนขนาดใหญ่ เพราะเด็กขี้อายจะยิ่งตัวลีบ เลือกสถาบันอย่าง SpeakUp Language Center ที่เน้นกลุ่มเล็ก ครูจะประกบและกระตุ้นได้ทั่วถึง
  • Positive Reinforcement: ต้องเลือกที่เรียนที่ “ไม่ดุ” และ “ให้กำลังใจ” เมื่อเด็กพูดผิด การชมเชยแม้เรื่องเล็กน้อยจะสร้างความมั่นใจ
  • ให้เวลา: ช่วงแรกน้องอาจจะแค่ “ฟัง” (Silent Period) อย่าเพิ่งกดดัน ผ่านไปสักพักเมื่อเขามั่นใจ เขาจะพูดออกมาเอง

Q3: จำเป็นไหมต้องเรียนกับครูเจ้าของภาษา (Native Speaker) เท่านั้น?

Answer: “สำเนียง” สำคัญ แต่ “เทคนิคการสอน” สำคัญกว่ามาก

Native Speaker: ดีในเรื่องการสร้างความคุ้นเคยกับสำเนียงที่ถูกต้อง (Pronunciation) และวัฒนธรรม

  • Qualified Teacher: สำคัญที่สุดคือครูต้อง “สอนเป็น” เข้าใจจิตวิทยาเด็ก มีใบรับรองการสอน (เช่น TEFL/TESOL) ครูเจ้าของภาษาบางคนอาจสอนไม่เป็น ทำให้น้องเบื่อได้
  • คำแนะนำ: เลือกสถาบันที่คัดกรองครูที่มีทั้งความเป็นเจ้าของภาษา (หรือใกล้เคียงมาก) และ มีจิตวิญญาณความเป็นครูสูง คือสำคัญที่สุด

Q4: เรียนแบบเน้น Grammar หรือ Conversation ดีกว่ากัน?

Answer: สำหรับเด็กเล็ก (ต่ำกว่า 10 ขวบ) Conversation ต้องมาก่อน

  • ธรรมชาติการเรียนรู้: มนุษย์เราเรียนรู้จากการ ฟัง -> พูด -> อ่าน -> เขียน กฎไวยากรณ์ (Grammar) เป็นเรื่องนามธรรมเกินไปสำหรับเด็กเล็ก
  • ผลเสียของการเน้น Grammar เร็วไป: จะทำให้เด็กกังวลเรื่อง “ถูก/ผิด” จนไม่กล้าพูด (Monitor Hypothesis)
  • ทางออก: ให้เรียนรู้ Grammar ผ่านรูปประโยคที่ใช้จริงในการพูด (Natural Acquisition) แล้วค่อยไปเจาะลึกทฤษฎีเมื่อโตขึ้น

Q5: เรียนออนไลน์ (Online) กับ เรียนที่โรงเรียน (On-site) แบบไหนดีกว่า?

Answer: ขึ้นอยู่กับ “วัย” และ “วัตถุประสงค์” 

  • เด็กเล็ก (3-10 ขวบ): On-site ดีกว่ามาก เพราะเด็กวัยนี้เรียนรู้ผ่านการสัมผัส การเคลื่อนไหว และปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน (Social Interaction) หน้าจอไม่สามารถทดแทนสิ่งเหล่านี้ได้
  • เด็กโต (11 ขวบขึ้นไป): Online ได้ผลดี หากเด็กมีวินัย เพราะสะดวกและประหยัดเวลาเดินทาง
  • Hybrid: การผสมผสานทั้งสองอย่างก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่ถ้าเน้นเรื่องความกล้าแสดงออก การเจอตัวจริงจะช่วยได้มากกว่า

Q6: ทำไมลูกเรียนอินเตอร์/เรียนพิเศษมานาน แต่กลับมาบ้านไม่ยอมพูดภาษาอังกฤษกับพ่อแม่?

Answer: นี่คือเรื่องปกติที่เรียกว่า “Compartmentalization” (การแยกส่วนของสมอง)

  • บริบท: เด็กจะเรียนรู้ว่า “ที่โรงเรียน = ภาษาอังกฤษ” และ “ที่บ้าน = ภาษาไทย”
  • ความสัมพันธ์: เด็กอาจรู้สึกแปลกๆ ที่จะพูดภาษาอื่นกับพ่อแม่ที่พูดไทยมาตลอด
  • วิธีแก้: อย่าบังคับให้พูด แต่ให้ “สร้างกิจกรรม” ภาษาอังกฤษที่บ้าน เช่น ช่วงเวลาอ่านนิทาน (Story time) หรือดูการ์ตูนด้วยกัน ทำให้ภาษามีบริบทของการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันมากขึ้น

Q7: ค่าเรียนภาษาอังกฤษเด็กสมัยนี้แพงมาก จะดูความคุ้มค่าอย่างไร?

Answer: ให้ดูที่ Cost per Outcome (ต้นทุนต่อผลลัพธ์) ไม่ใช่แค่ราคาต่อชั่วโมง

  • ราคาถูกแต่ห้องใหญ่: หารเฉลี่ยออกมา ลูกเราได้พูดแค่ 2 นาทีต่อชั่วโมง = ไม่คุ้ม
  • ราคาสูงแต่ห้องเล็ก: ลูกได้พูดและโต้ตอบ 20-30 นาทีต่อชั่วโมง = คุ้มกว่า
  • สิ่งที่ต้องดู: จำนวนนักเรียนต่อห้อง, คุณภาพครู, อุปกรณ์สื่อการสอน และที่สำคัญคือ ความสุขของลูก ถ้าลูกอยากไปเรียน แปลว่าคุ้มค่าที่สุดแล้ว เพราะเขาจะเปิดรับความรู้ได้เต็มที่

Q8: สถาบันที่มีการบ้านเยอะๆ ดีไหม?

Answer: สำหรับเด็กเล็ก “การบ้านไม่ใช่ตัวชี้วัดคุณภาพ” 

  • Burnout: เด็กเรียนที่โรงเรียนหลักก็เหนื่อยแล้ว การมาเรียนเสริมควรเป็นเรื่อง “สนุก” และ “ผ่อนคลาย”
  • Good Homework: การบ้านที่ดีควรเป็นกิจกรรม เช่น ให้ไปวาดรูปแล้วมาเล่า, ให้ไปดูการ์ตูนเรื่องนี้, หรือให้ไปหาคำศัพท์จากของในบ้าน
  • Bad Homework: การคัดลายมือ หรือทำแบบฝึกหัดกากบาทเยอะๆ จะทำให้เด็กเกลียดภาษาอังกฤษในระยะยาว

Q9: Phonics คืออะไร จำเป็นต้องเรียนไหม?

Answer: จำเป็นมากที่สุด สำหรับการปูพื้นฐานการอ่านและเขียน

  • คืออะไร: Phonics คือการเรียนเสียงของตัวอักษร (เช่น A ไม่ได้ออกเสียงว่า เอ แต่คือ แอะ) ซึ่งต่างจากการท่องจำ A B C แบบเดิม
  • ประโยชน์: ช่วยให้เด็กอ่านออกเสียงคำศัพท์ใหม่ๆ ได้เองโดยไม่ต้องท่องจำ (Decoding) และช่วยเรื่องสำเนียงที่ถูกต้อง
  • คำแนะนำ: เลือกสถาบันที่มีการสอดแทรก Phonics เข้าไปในกิจกรรมการสอนอย่างเป็นธรรมชาติ

Q10: ถ้าลูกเรียนที่เดิมแล้วไม่มีความสุข ควรเปลี่ยนทันที หรือฝืนเรียนให้จบคอร์ส?

Answer: ให้ลอง “คุยกับโรงเรียนก่อน” แต่ถ้าไม่ดีขึ้น “ควรเปลี่ยน” 

  • ตรวจสอบสาเหตุ: ลูกไม่ชอบเพราะครู? เพราะเพื่อน? หรือเพราะยากเกินไป?
  • คุยกับสถาบัน: สถาบันที่ดีจะรับฟังและปรับวิธีการดูแล หรือย้ายห้องให้
  • Negative Association: หากฝืนเรียนต่อไป เด็กจะสร้างทัศนคติลบต่อภาษาอังกฤษ (เกลียดภาษาอังกฤษ) ซึ่งแก้ยากกว่าการเสียเงินค่าคอร์สที่เหลือทิ้ง สุขภาพจิตและความรักในการเรียนรู้ของลูกสำคัญที่สุด

Jiranan Suriwan

Jiranan Suriwan

Author